Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2552

โครงการวิจัยเพื่อการจัดทำข้อเสนอการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับนักเรียนและประชาชน

นางจำเนียร ดุริยประณีต การเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2552

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

สังคมไทยยังขาดการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับการพัฒนาที่อยู่อาศัย ไปสู่การปฏิบัติ ที่สอดคล้องกันสำหรับนักเรียนและประชาชน การศึกษาวิจัยชิ้นนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีการวิจัย เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการจัดการเรียนรู้ของภาคประชาชนเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่ทำให้กระบวนทัศน์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของประเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผลสำเร็จ ของการศึกษาวิจัยเนื่องมาจากการใช้วิธีการบูรณาการแนวทางการวิจัยเชิงปฏิบัติการ อันประกอบด้วย 1) การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เพื่อสำรวจที่อยู่อาศัยและชุมชนใน 112 ครอบครัว 28 โรงเรียนจาก 14 จังหวัดใน 7 ภูมิภาคทั่วประเทศ 2) การวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) และ 3) การจัดการความรู้ (Knowledge Management) ทั้งในระดับพื้นที่ และระดับประเทศ ร่วมกับการจัดประกวดการพัฒนาที่อยู่อาศัยของนักเรียน การวิจัยได้เปิดโอกาสให้เด็กที่เป็นกลุ่มเด็กด้อยโอกาสหรือมาจากครอบครัวชายขอบ ของสังคมมีบทบาทนำในการสร้างการเรียนรู้ และเปลี่ยนการเรียนรู้เพื่อตัวเองสู่การเรียนรู้เพื่อครอบครัวและชุมชน การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นร่วมกันระหว่างนักเรียน ผู้ปกครอง โรงเรียน ชุมชน และภาคประชาสังคมต่างๆ กว่า 500 คน ใน 112 ชุมชนและการขับเคลื่อนวาทกรรมสาธารณะเรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัย ได้สร้างระบบความรู้ชุดใหม่ขึ้นในสังคมไทยที่สามารถประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย อันเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่การปฏิรูปการศึกษาที่เป็นจริง ทั้งยังทำให้โรงเรียนและสังคมตระหนักเห็น ถึงความสำคัญของการพัฒนาที่อยู่อาศัยในระดับปัจเจกบุคคล ระดับครัวเรือน ระดับชุมชน ระดับเมือง และระดับชาติอีกด้วย จากการสำรวจพบว่า บ้านและชุมชนถูกละเลย ไม่ได้รับการดูแลรักษาเท่าที่ควร หลายครอบครัวประสบปัญหาในการอยู่อาศัยและการขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค ทำให้ต้องซื้อน้ำและมีต้นทุนในการอยู่อาศัย (Cost of Living) เพิ่มสูงขึ้น ร้อยละ 28 กำลังประสบปัญหาเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทั้งจากภัยธรรมชาติ มลพิษด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาจากโครงสร้างบ้าน และไม่มีกรรมสิทธิ์ในการอยู่อาศัย โดยพบปัญหามากในจังหวัดที่อยู่ในเขตอุตสาหกรรม และ เมืองโตเดี่ยว ได้แก่ กรุงเทพ สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง ตรัง ขณะเดียวกันก็พบเด็กที่อาศัยอยู่กับผู้สูงอายุ หรือพ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยง พ่อเลี้ยงลูกคนเดียวหรือแม่เลี้ยงลูกคนเดียว กระทั่งอยู่ตามลำพังด้วยตนเอง มีมากขึ้น ข้อค้นพบที่สำคัญจากการศึกษาวิจัยคือ สังคมไทยมีความเสี่ยงในการอยู่อาศัยมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ เช่น น้ำทะเลกัดเซาะ และความเสี่ยงจากปัญหามลพิษ ทางสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากความไม่มั่นคงแข็งแรงของบ้าน การใช้ความรุนแรง ในครอบครัว อาชญากรรมทางเพศ ภัยยาเสพติดและความไม่มั่นคงในสิทธิการอยู่อาศัย การศึกษาวิจัยยังพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมส่งผลกระทบต่อการอยู่อาศัย ขณะที่การเรียนรู้เรื่องที่อยู่อาศัยจากโรงเรียนยังไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิต ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ในชีวิตจริงได้และไม่มีความต่อเนื่อง ส่วนความรู้เรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยที่กระจายอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ นั้นมีมากถึง 41 ข้อความรู้ แต่ยังมิได้ถูกนำไปบูรณาการลงสู่หลักสูตรการเรียนการสอน การสำรวจยังพบแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยโดยใช้พื้นที่ร่วมกันแบบอเนกประสงค์ หลายแห่งมีการปรับเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของบ้านเพิ่มขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่ เช่น การใช้ชั้นวางของเพื่อเพิ่มปริมาณการเก็บ รวมทั้งการปรับพฤติกรรมในการอยู่อาศัย ต้นไม้กลายเป็นสุนทรีภาพขั้นพื้นฐานสำหรับทุกบ้าน โดยเป็นศูนย์รวมจิตใจและเป็นอัตลักษณ์ของบ้าน การเรียนรู้เรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยจึงควรให้ความรู้เรื่องการจัดสวนไทย ต้นไม้ที่ให้ร่มเงา ไม้ผล และพืชผักสวนครัว ผลการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการพบว่า เด็กสามารถรวบรวมและประยุกต์ใช้ความรู้ เพื่อแก้ปัญหาเชิงกายภาพของบ้าน โดยเห็นความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย การพึ่งพาตนเอง การประหยัดพลังงานและการจัดการพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านมากขึ้น ดังปรากฏในการทำกิจกรรม การสร้างแบบจำลอง “บ้านอยู่สบายในวันนี้” และการประกวดการพัฒนาที่อยู่อาศัยของตน ขณะที่การจัดการความรู้ในระดับพื้นที่ได้สร้างการเรียนรู้ภาคประชาชน โดยเปิดพื้นที่การเรียนรู้ ในรูปแบบใหม่ การแลกเปลี่ยนอย่างลึกซึ้งและเสมอภาคได้สร้างสำนึกแห่งความเป็นเจ้าบ้าน (Housing dignity) ทำให้คนเกิดความภาคภูมิใจในบ้านของตน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้ผู้ปกครอง และภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมเรียนรู้เรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัย ทั้งยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการร่วมคิด แก้ไขปัญหาต่างๆ ร่วมกัน และสิ่งสำคัญคือเกิดการปรับทัศนคติและพฤติกรรมในการอยู่อาศัยของสมาชิกภายในครอบครัว เช่น การทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีของพ่อแม่ การสร้างความสัมพันธ์ของครอบครัว และการหันกลับมาเห็นความสวยงามในอัตลักษณ์ของพื้นถิ่นตน การศึกษาวิจัยได้เสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ จากการระดมความคิดเห็นจากกลุ่มนักเรียน กลุ่มผู้ปกครอง กลุ่มครู ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ พระสงฆ์และสื่อมวลชน ไว้ดังนี้ ๑) ควรมีการพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้ทุกระดับ ทั้งในระดับท้องถิ่นและสาธารณะ โดยการเคหะแห่งชาติ และสถาบันอาศรมศิลป์ ๒) การเคหะแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลักที่จะประสาน และขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้เรื่องการพัฒนาที่อยู่อาศัยร่วมกับทุกฝ่าย อาทิเช่น องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น โรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสร้างความร่วมมือ ในการพัฒนาบ้านและชุมชน ๓) มีการจัดกระบวนการ/กิจกรรมทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อให้ครูและนักเรียน มีการพัฒนาหลักสูตร พัฒนาจิตสำนึก ทักษะและพฤติกรรมในการพัฒนา ที่อยู่อาศัย นอกจากนี้โรงเรียนและบ้านควรสร้างความร่วมมือผ่านกิจกรรมเยี่ยมบ้าน ครอบครัวสัมพันธ์ โดยกระตุ้นความร่วมมือระหว่างพ่อ แม่ ลูก ขณะเดียวกัน บ้าน วัดและโรงเรียน ควรได้รับการพัฒนา ให้เป็นตัวอย่างให้เยาวชนเห็น ๔) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรพัฒนากฎระเบียบชุมชน เพื่อดูแลรักษาสภาพที่อยู่อาศัย และสาธารณูปโภคที่เหมาะสม ๕) หน่วยงานในระดับนโยบายควรมีนโยบาย ในการพัฒนาบ้านให้เป็นที่อยู่อาศัย สุขกาย สบายใจ มีการจัดผังเมือง (zoning) และมีมาตรการจูงใจ ในการลดภาษี ๖) สร้างเครือข่ายเยาวชนบ้านอยู่สบายของฉัน เพื่อพัฒนาองค์ความรู้จากการปฏิบัติ และขยายผลให้สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่น ๗) การเคหะแห่งชาติควรร่วมกับภาคเอกชนจัดตั้งกองทุนสนับสนุนโครงการบ้านอยู่สบาย เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตลาดหลักทรัพย์ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง

คำสำคัญ

ที่อยู่อาศัยการศึกษาภาคบังคับหลักสูตรที่อยู่อาศัย

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

โครงการสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัยเฉพาะพื้นที่: การสำรวจความเป็นไปได้ด้านความต้องการ การตลาด และการเงินในการพัฒนาพื้นที่บริเวณเคหะชุมชนร่มเกล้า

การเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2551

โครงการถอดชุดประสบการณ์การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน : กรณีศึกษา การบูรณาการการจัดการเรียนรู้วิชาออกแบบสถาปัตยกรรม กับการพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย (โครงการบ้านมั่นคง ชุมชนพระราม 9 บ่อ 3)

มณฑล จันทร์แจ่มใส มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พ.ศ. 2558

มาตรฐานความอยู่สบายของที่อยู่อาศัยและชุมชนฃเพื่อการวางแผนพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยกระบวนการมีส่วนร่วม

กุณฑลทิพย พานิชภักดิ์ การเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2560

การจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของชุมชนนางแลใน เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต

สฤทธิ์พร วิทยผดุง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. 2559

โครงการศึกษาแนวทางการพัฒนาและฟื้นฟูที่อยู่อาศัยที่ส่งเสริมเอกลักษณ์ของเมือง

นางจำเนียร ดุริยประณีต การเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2552

โครงการจัดทำแนวทางการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย ที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2553

โครงการจัดทำแนวทางการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นางจำเนียร ดุริยประณีต การเคหะแห่งชาติ พ.ศ. 2553

กระบวนการพัฒนานักวิจัยชุมชน: บทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบ

นฤมล บุญเคลิ้ม พ.ศ. 2562

การศึกษาพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาชุมชนเข้มแข็งพึ่งพาตนเองและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยการดำเนินงานอย่างบูรณาการ

สุธิดา บัวสุขเกษม สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ. 2564

ลักษณะพื้นถิ่นใหม่ ที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาโครงการที่เกี่ยวข้องกับที่พักอาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย ในย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี

ภูมิชาย พันธุ์ไพโรจน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2560