การปรับปรุงสายพันธุ์ Aspergillus sp. BR 1 เพื่อผลิตกรดโคจิก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ ศึกษาการปรับปรุงสายพันธุ์ Aspergillus sp. BR-1 เพื่อให้ได้เชื้อกลายพันธุ์ที่ผลิตกรดโคจิกสูงกว่าสายพันธุ์เดิม โดยนำสปอร์แขวนลอย (1x107 สปอร์ต่อมิลลิลิตร) ผสมกับสารละลาย NTG 2 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ที่พีเอช 7.0 เป็นเวลา 30 นาที หลังจากทำให้เกิดการกลายพันธุ์ พบว่าเชื้อรากลายพันธุ์ N-2062 ให้ผลผลิตกรดโคจิกสูงที่สุด เท่ากับ 1.42 กรัมต่อลิตร เมื่อเลี้ยงในอาหาร starch medium ศึกษาการผลิตกรดโคจิกของเชื้อกลายพันธุ์ N-2062 ในฟลาสก์แบบเขย่าที่ความเร็วรอบ 180 รอบต่อนาที ที่อุณหภูมิห้อง เมื่อใช้แป้งมันสำปะหลังที่ความเข้มข้น 20 40 และ 60 กรัมต่อลิตร เป็นแหล่งคาร์บอน พบว่าอาหารที่มีแป้งมันสำปะหลัง 60 กรัมต่อลิตร ให้กรดโคจิกสูงสุด 15.42 กรัมต่อลิตร และอัตราการผลิตกรดโคจิก 3.08 กรัมต่อลิตรต่อวัน ตามลำดับ เมื่อศึกษาผลของแหล่งไนโตรเจนในการผลิตกรดโคจิกโดยใช้ยีสต์สกัด เปปโทน ทริปโทน แอมโมเนียมซัลเฟต และโซเดียมไนเตรท 5 กรัมต่อลิตร พบว่าเชื้อรากลายพันธุ์ผลิตกรดโคจิกสูงสุด 15.70 กรัมต่อลิตร เมื่อใช้ยีสต์สกัดเป็นแหล่งไนโตรเจน อัตราการผลิตกรดโคจิกเท่ากับ 3.14 กรัมต่อลิตร สูตรอาหารที่เหมาะสมประกอบด้วย แป้งมันสำปะหลัง 60 กรัมต่อลิตร ยีสต์สกัด 5 กรัมต่อลิตร ไดโพแทสเซียมไฮโดเจนฟอสเฟต 1 กรัมต่อลิตร แมกนีเซียมซัลเฟต 0.5 กรัมต่อลิตร พีเอชเริ่มต้นเท่ากับ 4.0 เมื่อศึกษาการผลิตกรดโคจิกระหว่างเชื้อกลายพันธุ์ N-2062 และสายพันธุ์เดิมในอาหารที่เหมาะสม พบว่ารากลายพันธุ์ N-2062 ให้ปริมาณกรดโคจิก 16.07 กรัมต่อลิตร ในขณะที่เชื้อสายพันธุ์เดิมผลิตกรดโคจิกเพียง 2.32 กรัมต่อลิตร