การสร้างแบรนด์เมือง กรณีศึกษาจังหวัดบุรีรัมย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
<p>การศึกษาการสร้างแบรนด์เมืองบุรีรัมย์ เพื่อค้นหาคำตอบการสร้างแบรนด์เมืองบุรีรัมย์ การเกิดจากกระบวนการหรือกลไกการถ่ายทอดอัตลักษณ์ถิ่นที่สู่กระบวนการสร้างแบรนด์เมืองบุรีรัมย์อย่างไร การเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ ส่วนที่ 1 เพื่อศึกษาและวิเคราะห์อัตลักษณ์ถิ่นที่บุรีรัมย์ ส่วนที่ 2 เพื่อศึกษาการรับรู้อัตลักษณ์ถิ่น ที่บุรีรัมย์ในเชิงการสื่อความหมายทางอารมณ์ กระบวนการรู้ และพฤติกรรม ส่วนที่ 3 เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์อัตลักษณ์ถิ่นที่กับการสร้างแบรนด์เมืองบุรีรัมย์ โดยใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ</p> <p>วิเคราะห์อัตลักษณ์ถิ่นที่บุรีรัมย์ ได้ใช้วิธีเดลฟาย (Delphi method) เป็นเครื่องมือในการค้นหาอัตลักษณ์ถิ่นที่บุรีรัมย์ จากการคัดเลือกอัตลักษณ์ถิ่นที่เบื้องต้นทั้งหมดจำนวน 190 อัตลักษณ์ ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบอัตลักษณ์ถิ่นที่ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มกายภาพ กลุ่มกิจกรรม และกลุ่มสัญลักษณ์และสื่อความหมาย ภายหลังจากการทำวิธีเดลฟายกับผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า อัตลักษณ์ถิ่นที่ถูกระบุระดับความชัดเจนระดับสูง จำนวน 87 อัตลักษณ์ คือ อัตลักษณ์ถิ่นที่กลุ่มกายภาพเป็นกลุ่มที่ถูกระบุว่า มีความชัดเจนสูงที่สุด รองลงมาอัตลักษณ์ถิ่นที่กลุ่มสื่อความหมายและสัญลักษณ์ และอัตลักษณ์ถิ่น ที่กลุ่มกิจกรรมตามลำดับ ขั้นตอนที่ 2 นำอัตลักษณ์ที่จากผลการการศึกษาวิธีเดลฟายในขั้นตอนที่ 1 มาสำรวจความคิดเห็นจากนักท่องเที่ยว 200 คน และประชาชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ 200 คน ผลการศึกษาพบว่า อัตลักษณ์ถิ่นที่กลุ่มกายภาพเป็นกลุ่มที่ถูกระบุว่ามีความชัดเจนสูงที่สุด รองลงมาถิ่นที่กลุ่มกิจกรรม และอัตลักษณ์ถิ่นที่กลุ่มสื่อความหมายตามลำดับ</p> <p>ความผูกพันอัตลักษณ์ถิ่นที่บุรีรัมย์คนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่ พิจารณาจากกระบวนการเกิดความผูกพันกับถิ่นที่ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ 1) ความประทับใจครั้งแรก 2) ปฏิสัมพันธ์ 3) หลังปฏิสัมพันธ์ และ 4) พฤติกรรมการกลับมาเยือนซ้ำ พบว่ากลุ่มอัตลักษณ์ถิ่นที่สามารถสร้างความผูกพันให้กับถิ่นที่ได้อย่างชัดเจน คนในพื้นที่และคนนอกพื้นที่ จากทั้งหมด 13 กลุ่มอัตลักษณ์ คือ กลุ่มโบราณสถานและโบราณวัตถุ และกลุ่มเมืองกีฬา</p> <p>ถ่ายทอดอัตลักษณ์ถิ่นที่สู่การสร้างแบรนด์เมืองบุรีรัมย์ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) การศึกษาจากนโยบายภาครัฐ จากการสัมภาษณ์ภาคเอกชน และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า อัตลักษณ์ถิ่นที่ที่ถูกหยิบมาสร้างแบรนด์มากที่สุด คือ กลุ่มโบราณสถานและโบราณวัตถุ และกลุ่มเมืองกีฬา และ2) การถอดกระบวนการสร้างแบรนด์เมืองจากสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ จากสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อออนไลน์สามารถสรุปได้ 2 ประเด็นหลัก คือ 1) การออกแบบอัตลักษณ์แบรนด์ ประกอบด้วย (1) ชื่อ (2) สโลแกน (3) ตราสัญลักษณ์ (4) สี และ 2)กลยุทธ์การพัฒนาเมือง ประกอบด้วย 1) กิจกรรมโดดเด่นทางวัฒนธรรม (Cultural mega event) 2) การฟื้นฟู และส่งเสริมมรดก (Restoration and Promoting Heritage) และ 3) การก่อสร้างอาคารที่เป็นสัญลักษณ์ (The Construction of Iconic Buildings)</p> <p>สรุปผลการศึกษา พบว่าอัตลักษณ์ถิ่นที่ที่ถูกนำมาสร้างแบรนด์เมือง คือ กลุ่มโบราณสถาน และโบราณวัตถุ และกลุ่มเมืองกีฬา คือ อัตลักษณ์ถี่นที่ที่มีคุณลักษณะที่สามารถสร้างความผูกพันให้กับถิ่นที่ได้อย่างชัดเจนจากกระบวนการผูกพันกับถิ่นที่ (Place Attachment) ทั้ง 4 มิติ ประกอบด้วย 1) ความประทับใจครั้งแรก 2) ปฏิสัมพันธ์ 3) หลังปฏิสัมพันธ์ 4) พฤติกรรมการกลับมาเยือนซ้ำ คือ กลุ่มโบราณสถาน และโบราณวัตถุ และกลุ่มเมืองกีฬา จึงทำให้เกดปรากฏการณ์การสร้างแบรนด์เมืองบุรีรัมย์ประสบความสำเร็จ เกิดความเข้มแข็งของแบรนด์เมือง</p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p>