ชุมชน 9 ดี: กระบวนการสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชุมชน ๙ ดี: กระบวนการสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ มีวัตถุประสงค์คือ ๑) เพื่อสร้างอัตลักษณ์ ๙ ดี เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ ๒) เพื่อสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ ดี เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ ๓) เพื่อสร้างเครือข่าย ๙ ดีเพื่อสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในสังคมไทย ๔) เพื่อปลูกฝังค่านิยม ๙ ดี :การทบทวน การสร้างองค์ความรู้และแนวทางการวิจัยด้านค่านิยม ๙ ดีของสังคมไทย ผลการวิจัย พบว่ารูปแบบการสร้างอัตลักษณ์ของชุมชน ๙ ดี ในจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า วิถีชีวิตและอัตลักษณ์ของชุมชน ซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ในชมชน ความหลากหลายทางวัฒนธรรมบ่งบอกถึงอัตลักษณ์ที่โดดเด่นของชุนชนนี้คือ การยึดถือศิลปะร่วมสมัยกับการผสมวัฒนธรรมด้านศาสนาเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินชีวิต คือ อาศัยพลัง บวร. ในการทำงานและอาศัยร่วมกัน โดยมีวัด เป็นศูนย์กลางทางจิตใจ ซึ่งในแต่ละปีกิจกรรมที่ทางวัดได้จัดให้ชุมชนและสร้างอัตลักษณ์ชุมชนออเป็น ๓ คือ การนำเอาวัฒนธรรมดั้งเดิมในด้านรูปแบบและเนื้อหามาใช้ในงานพัฒนาโดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่ผลสำเร็จของงานพัฒนา การถือเอาวัฒนธรรมเป็นเป้าหมายในตัวเองเป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนา แนวทางการพัฒนาที่มีมิติของวัฒนธรรมสอดแทรกในเนื้องานทุกอย่างโดยเฉพาะส่วนคุณค่าในวัฒนธรรมโดยทั้งนี้การพัฒนาแนววัฒนธรรมชุมชน ยังมีหลักการที่ควรพิจารณาในด้านเนื้อหาและรูปแบบอีก ๒ ประเภท คือ ๑) ทัศนะแบบการนำเอวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือ โดยมองว่าการพัฒนาจะสามารถนาวัฒนธรรมมาใช้ในลักษณะโครงการพัฒนา โดยเป็นเครื่องมือหรือวิธีการทำงานที่ตอบสนองกับผลประโยชน์และความต้องการของประชาชน และการทำงานพัฒนาให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตระบบคิด โลกทัศน์ซึ่งรวมถึงวัฒนธรรมของประชาชน ๒ ทัศนะแบบโครงสร้าง มีความผูกพันอยู่กับโครงสร้างของสังคม วัฒนธรรมการผลิต กระบวนกากรผลิตและผลิตซ้ำ โดยการผลิตวัฒนธรรมนั้นขึ้นอยู่กับเงื่อนไข และบริบทต่าง ๆ ของสังคมสำหรับกระบวนการพัฒนาแนววัฒนธรรมนั้น โดยการอนุรักษ์ คือการดารงรักษาศิลปวัตถุของประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ ในชุมชน โดยคำนึงถึงคุณค่าแก่ชีวิตโดยรวมของชุมชนหมู่บ้าน รวมถึงการค้นหา รักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาพื้นบ้านอื่น ๆ ที่เน้นการมีส่วนร่วมในการดาเนินงานโดยชุมชน๒.การสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า ๑) องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ความสัมพันธ์ในครอบครัวเกี่ยวกับการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์มีส่วนส่งเสริมซึ่งกันและกันส่งผลให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวมีความแข็งแกร่งแน่นแฟ้นจากการอาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน สมาชิกในครอบครัวจึงมีโอกาสได้พบปะ พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกัน มีความรักใคร่ผูกพันใกล้ชิดสนิทสนมและไว้วางใจกันมากขึ้น นอกจากนี้การสั่งสอนให้ลูกเป็นคนดี รู้จักมีสติ รู้จักอดออม ออกกำลังกาย รักษาสิ่งแวดล้อม รู้จักวางแผนในชีวิต รู้จักบทบาทหน้าที่ของสมาชิกแต่ละคนในครอบครัวทั้งด้านการเงินวัตถุสิ่งของ การให้คำแนะนำ การดูแลช่วยเหลือด้านกิจกรรมในชีวิตประจำวันและเมื่อเจ็บป่วยก็จะยิ่งส่งเสริมให้มีความรักใคร่ผูกพันกันมีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการได้อาศัยอยู่ด้วยกันจึงทำให้สมาชิกในครอบครัวมีความใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าคนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ด้วยกัน การเคารพเชื่อฟัง เป็นการแสดงออกผู้มีอายุน้อยกว่าจะแสดงออกต่อผู้มีอายุมากกว่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการปลูกฝังในเรื่องการเคารพเชื่อฟังพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ครอบครัว เกิดการได้อาศัยอยู่ด้วยกันย่อมเอื้อให้ปฏิสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นได้มากกว่าในมิติของการแลกเปลี่ยน ผ่านองค์ประกอบและตัวชี้วัดการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ องค์ประกอบที่ ๑ การเลี้ยง มีวิธีการคือ ใช้หลักเหตุผล ให้อิสระในการดำเนินชีวิต องค์ประกอบที่ ๒ ความสัมพันธ์ในครอบครัว องค์ประกอบที่ ๓ วิธีการบริหารจัดการครอบครัว วิธีการ องค์ประกอบที่ ๔ เข้าใจบทบาทตนเองในครอบครัว องค์ประกอบที่ ๕ การแสดงความรักในครอบครัว องค์ความรู้องค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ที่พบว่าเกิดจากการเลี้ยงดูด้วยหลักการ ๙ ดี มีวิจารณญาณในการใช้สื่อ วิธีการอบรมเลี้ยงดูตามหลัก ๙ ดี เป็นแบบอย่างที่ดี มีพรหมวิหาร ๔ มีการเสริมแรง เป็นกัลยาณมิตร รู้จักสร้างแรงจูงใจที่ดี มีความยุติธรรม เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือความสามารถ ไม่กดดัน ให้รู้จักอยู่ในสังคม เข้าใจกติกา เงื่อนไขทางสังคม ผลที่ได้คือเป็นคนดีอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจในตนเองและครอบครัว ๒) การพัฒนาหลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ การพัฒนาหลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยการการจัดสัมมนากลุ่มย่อย ในวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ ณ ห้องประชุมพระสุนทรธรรมเมธี,ดร. เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๗.๐๐ โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ ๓๐ คน ผลการสัมมนากลุ่มย่อยได้หลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีการจัดกิจกรรมหลักสูตร ๒ วัน ผ่านกิจกรรม ๑๐ กิจกรรมประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมหลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์พบว่าค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การร่วมหลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวมพบว่า การร่วมหลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยรวม อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย ๔.๓๙) ด้านที่มีค่าสูงที่สุดอยู่ในระดับมากที่สุดคือด้านการให้บริการของเจ้าหน้าที่(ค่าเฉลี่ย ๔.๘๒) รองลงมาคือ ด้านสถานที่ / ระยะเวลา / อาหาร อยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย ๔.๕๐) ต่ำสุดคือด้านความรู้ความเข้าใจ อยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย ๓.๙๓) ๓) นำเสนอการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีหลักสูตรการสร้างครอบครัวอบอุ่น ด้วยหลักการ ๙ D เพื่อสร้างสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ผ่านกิจกรรม ๑๐ กิจกรรมคือ กิจกรรมที่ ๑ ธรรมะสวัสดี กิจกรรมที่ ๒ ฉันคือใครในครอบครัว กิจกรรมที่ ๓ หลัก ๙ ดีกับความสุขในชีวิต กิจกรรมที่ ๔ ภาระหน้าที่ของฉันตามหลัก ๙ ดี กิจกรรมที่ ๕ ต้นแบบที่ดีที่ในครอบครัวโดยมาบุคคลต้นแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต กิจกรรมที่ ๖ วางแผนชีวิตวางแผนครอบครัว กิจกรรมที่ ๗ จัดลำดับความสำคัญของชีวิต กิจกรรมที่ ๘ ทำอย่างไรให้ครอบครัวถึงสุข กิจกรรมที่ ๙ รู้รัก รู้ออม รู้ใจ กิจกรรมที่ ๑๐ เราจะพาครอบครัวเราอบอุ่น๓. เครือข่าย ชุมชน ๙ ดี: กระบวนการสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า๑. แนวทางการสร้างเครือข่าย ๙ดี เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์มีแนวทางการเสริมสร้างเครือข่าย ๙ ดี ทั้งในระดับจังหวัด ระดับตำบล และระดับชุมชนหรือหมู่บ้าน ผู้ที่วางนโยบายเครือข่ายชุมชนคุณธรรม ๙ดี คืออดีตผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ (นายเสรี ศรีหะไตร) ซึ่งมีกระบวนการประกอบด้วย ๑) การสร้างความเข้าใจในทุกระดับ ๒) จัดตั้งองค์กรและคณะทำงานขับเคลื่อนธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข ๓) จัดทำธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข ๙ ดี ๔) กำหนดยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนธรรมนูญหมู่บ้าน ๕) การขับเคลื่อนการทำแผนชีวิตหมู่บ้านสันติสุข ๙ ดี เพื่อให้ทุกหมู่บ้านนำธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข ๙ดี มาสู่การปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา การสร้างรูปแบบเครือข่าย ๙ดี เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคมในจังหวัดบุรีรัมย์ การสร้างรูปแบบเครือข่ายชุมชน ๙ ดี มี ๓ ระดับ คือ ระดับจังหวัด ระดับตำบล และระดับชุมชน/หมู่บ้าน เป็นการขับเคลื่อนเครือข่ายด้วยพลังบวร ที่เป็นนโยบายการรณรงค์ให้ประชาชนรักษาศีล ๕ มีการส่งเสริมการปกครองและรักษาความสงบเรียบร้อย เช่น งานศพปลอดเหล้า ปลอดการพนัน มีการส่งเสริมเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพให้ทุกครัวเรือนปลูกผักสวนครัวริมรั้วเก็บทานได้เป็นผักปลอดจากสารเคมี และส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุข บริหารจัดการโดยใช้ระบบกลไกคณะกรรมการหมู่บ้าน ในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาหมู่บ้าน ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โดยมีผู้นำทางศาสนาและผู้นำหมู่บ้านคอยให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางในการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอน มีกระบวนการสร้างเครือข่ายประกอบด้วย องค์กร บทบาทหน้าที่ กิจกรรม/กระบวนการ และผลลัพธ์การวิเคราะห์การเชื่อมโยงเครือข่าย ๙ดี เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าทางสังคม การเชื่อมโยงเครือข่ายธรรมนูญหมู่บ้าน ๙ดี ในจังหวัดบุรีรัมย์นั้น อาศัยเครือข่าย ๓ ประเภท คือ ๑) เครือข่ายเชิงพื้นที่ ๒) เครือข่ายเชิงประเด็นกิจกรรม และ ๓) เครือข่ายแบ่งตามโครงสร้างหน้าที่ ส่วนปัจจัยความสำเร็จในการจัดทำธรรมนูญสันติสุขชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน มี ๕ ปัจจัย คือ ๑) ปัจจัยด้านผู้นำ ๒) คณะกรรมการหมู่บ้าน ๓) การมีส่วนร่วมของประชาชนหรือชุมชน ๔) ความศรัทธาของประชาชนหรือชุมชน และ ๕) การประเมินผลมีประสิทธิภาพ ในกระบวนการทำงานของเครือข่ายธรรมนูญหมู่บ้าน ๙ดี นั้น นอกจากผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้แล้ว ยังเป็นการสร้างความร่วมมือและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ผลสัมฤทธิ์ของความเป็นเครือข่ายที่ก่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาที่ต่อเนื่อง ประกอบด้วย ๑) เกิดกระบวนการเรียนรู้ ๒) การเพิ่มโอกาสในการแก้ไขปัญหา ๓) เกิดการพึ่งพาตนเอง ๔) การจัดการทรัพยากรในท้องถิ่น ๕) เกิดกระบวนการผลักดันเชิงนโยบาย ๖) เกิดอำนาจหรือพลังที่เป็นการต่อรองในด้านเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองได้๔. การปลูกฝังค่านิยม ๙ ดี :การทบทวน การสร้างองค์ความรู้และแนวทางการวิจัยด้านค่านิยม ๙ ดีของสังคมไทยในอนาคตทบทวนองค์ความรู้เกี่ยวกับค่านิยม ๙ ดี ในสังคมไทย พบว่าในการขับเคลื่อนคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) /ชุมชนเมือง(กชช.) ให้เข้มแข็ง สามารถปฏิบัติภารกิจตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด และดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับมอบหมายหรือการร้องขอจากนายอำเภอ ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ได้วางระบบการมีส่วนร่วมในการสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการทำงานให้ กม./กชช. คือ การใช้ธรรมนูญหมู่บ้าน/ชุมชนเมืองสันติสุข ๙ ดี คัมภีร์สร้างอนาคตที่ดีให้ลูกหลาน นำมาเป็นกรอบกำหนดความรับผิดชอบ หน้าที่ กรอบการปฏิบัติร่วมกันของทุกคนในหมู่บ้าน/ชุมชน เนื่องจาก มีอัตลักษณ์ร่วมกัน มีกิจกรรมร่วมกัน ผ่านกิจกรรมของครอบครัว ชุมชน โรงเรียน วัด คณะกรรมการชุมชน สมาชิกชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจในการจัดกิจกรรมต่างๆ การขับเคลื่อนธรรมนูญ ๙ ดีด้วยพลังบวร โดยบ้าน วัด โรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยต้องมีองค์ประกอบคือ ผู้นำดี คนมีส่วนร่วม มีประเพณียึดเหนี่ยวร่วมกัน มีจิตสำนึกรักชุมชนแนวทางการเสริมสร้างค่านิยม ๙ ดีในสังคมไทย มีกระบวนการคือ ครอบครัว มีการสร้างความตระหนักในธรรมนูณ ๙ ดี การสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ทุกครอบครัวเขียนผังครอบครัวของตัวเอง สอนให้ลูกมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย รู้จักหน้าที่ของตนเอง มีแบบอย่างที่ดี มีแรงบันดาลใจ มีความรักความผูกพันในครอบครัว ชุมชน วัด มีบทบาทในการส่งเสริมคุณธรรมและเป็นศูนย์รวมจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อพิธีกรรม มีการปฏิบัติธรรม ในทุกๆวันพระของทุกเดือน ตลอดจนเป็นศูนย์กลางการทำกิจกรรมในชุมชนและเป็นแบบอย่างที่ดีในชุมชน และองค์กรภาครัฐในชุมชน สถานศึกษามีส่วนสนับสนุนในการปลูกฝังค่านิยม ๙ ดีสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ชุมชน รวมทั้งต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ชุมชนสามารถนำไปสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเกิดรายได้แก่ชุมชน โดยกระตุ้นเผยแพร่ให้ความรู้ข้อมูลข่าวสารความรู้ใหม่ๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่นการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากชุมชนในรูปของการจัดระบบทำแบบ มีระเบียบขั้นตอนโดยจากการลงพื้นที่รับฟังความต้องการของชุมชน ว่าทางชุมชนเองนั้นต้องการที่จะพัฒนาตัวชุมชนเองอย่างไร มีกลไกเข้ามาสนับสนุนอย่างไร ขั้นที่สองจัดทำประชาคมของชุมชนให้สอดคล้องกับความประสงค์ของชุมชน โดยให้ชุมชนตั้งต้นพัฒนาตัวเองก่อนแล้ว จึงขยายความคิดไปสู่การปฏิบัติที่แท้จริง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล เป็นทีมงาน อาสาสมัคร (อสม.) เป็นแกนนำจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ชุมชน โดยเฉพาะกิจกรรมที่เชื่อมโยงบทบาทระหว่างบ้าน สถาบันศาสนา โรงเรียน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างเครือข่ายการดูแล คุ้มครอง การจัดสวัสดิการสังคมภายในชุมชน รวมถึงการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทุกประเภท และดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมการปลูกฝังและหาแนวทางการวิจัยด้านค่านิยม ๙ ดี ของสังคมไทยในอนาคตควรมีการรณรงค์ธรรมนูญ ๙ ดี อย่างสม่ำเสมอ รณรงค์ให้มีการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้าน หรือกลุ่มออมทรัพย์อื่นๆ ส่งเสริมให้มีการตั้งสหกรณ์หรือร้านค้าชุมชนประจำหมู่บ้าน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการจำหน่ายสินค้าในราคาที่เป็นธรรม และสร้างรายได้ให้กับสมาชิก หรือครอบครัวในหมู่บ้านและให้คณะกรรมการหมู่บ้านกำหนดระเบียบหลักเกณฑ์ในการดำเนินการ ส่งเสริมให้มีอาชีพทางเลือก หรืออาชีพเสริมเพื่อยกระดับสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชน (OTOP)อาชีพเชิงเศรษฐกิจการตลาด สนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มอาชีพพัฒนาสู่วิสาหกิจชุมชนเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชนและสร้างเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เพื่อการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์ และการเรียนรู้ร่วมกัน ส่งเสริมให้มีการทำเกษตรอินทรีย์วิถีชาวบ้าน เพื่อลดต้นทุนทางการผลิตของเกษตรกรภายในหมู่บ้าน และส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทางเลือกและพลังงานทดแทน เพื่อการใช้วัสดุที่เป็นเชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่า ส่งเสริมและจัดให้มีศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในหมู่บ้าน นอกจากนี้ความร่วมมือของชุมชน วัด โรงเรียน องค์กรภาครัฐในท้องถิ่นถือเป็นหัวใจสำคัญในการการปลูกฝังและเป็นแนวทางการวิจัยด้านค่านิยม ๙ ดี ของสังคมไทยในอนาคตเป็นอย่างดี