กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาการนำส่วนต่าง ( ของหนอนตายหยากมาเลี้ยง ได้แก่ ยอด ตาข้าง ลำตัน และราก มา ซักนำให้เกิดแคลลัสของหนอนตายหยาก (Stemona curtisi Hook. F.) พบว่าไม่มีการเกิดแคลลัส แต่มื การเกิดแดลลัสหลังการเลี้ยงเมล็ดในอาหารอาหารสูตร Murashige and skoog (MS, 1964) ที่เติมสาร ดวบคุมการเจริญเติบโต 2,4- dichlorophenoxyacetic acid (2,4-D) ความเข้มข้น 0-1 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยแดลลัสส่วนหญ่เป็นแดลลัสแบบแน่น และการเติม 24-D ความเข้มขัน 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร มีการ ซักนำให้เกิดแค ลลัสมากที่สุด 58 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่ความเข้มข้น 0.4 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่ามีการเกิด แคลลัสทั้งแบบ บหลวมไต้ ส่วนการเพิ่มปริมาณแดลลัสพบว่า การเลี้ยงแดลลัสในอาหารเหลวที่เติม 2,4-D หรือ TDZ หรือ อาหารที่เดิม 2,4-D ร่วมกับ TDZ ความเข้มข้นต่าง ๆแคลลัสมีมีการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในสัปดาห์ที่ 4 และตายในที่สุด ส่วนการเลี้ยงในอาหารแข็ง ที่เติม 2.4-D 0-1 มิลลิกรัมต่อลิตร พบว่า ที่ความเข้มขัน 0.4 และ 0.6 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถชักนำแคลลัสให้เกิด embryogenic callus ได้ในเดือนที่ 8 จากการนำ compact callus และ embryogenic callus มาเลี้ยงในอาหารเหลวสูตร MS ที่เติม 2,4-D ความเข้มข้น 0-1มิลิกรัมต่อลิตร เพื่อซักนำให้เกิดซมาติกเอ็มบริโอได้ พบว่า การเลี้ยง embryogenic callusในอาหารเป็นเวลา 1 สัปตาห์ สามารถชักนำให้เกิดโซมาติกเอ็มบริโอได้ แต่ หลังจาก 1 สัปดาห์มีการเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและตายในที่สุด ส่วนการเลี้ยง embrygenic callus ใน อาหารแข็ง สูตร MS ที่เติม 2,4-D ความเข้มข้น 0-1 มิลิกรัมต่อลิตร พบว่ามีการพัฒนาเป็น globular ได้หลังการเลี้ยงในที่มืดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ และเมื่อนำเอ็มบริโอระยะ globular มาเลี้ยงต่อพบว่ามีการ เกิดต้นได้หลังการ รเลี้ยง 4 สัปดาห์ และตันที่เลี้ยงครบ 8 สัปดาห์ เมื่อย้ายไปเลี้ยงในอาหารสูตร MS เป็น เวลา 3 เดือน สามารถนำไปย้ายปลูกได้ การนำตันที่ได้จากการชักนำผ่านการเกิดโซมาติกเอ็มบริโอไปปลูกในสภาพภายนอกโดยการแช่ ในน้ำเป็นเวลา 0, 1, 3, 5 และ 7 วัน พบว่าอัตราการรอตชีวิตลดลงตามระยะเวลา และการแชในน้ำ เป็นเวลา 7 วัน ตันกล้ามีอัตราการรอดชีวิตมากที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์