ความถูกต้องแม่นยำของการตรวจคัดกรองความเสี่ยงจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยใช้กระดาษทดสอบพิเศษในการเฝ้าระวังภาคสนาม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการตรวจคัดกรองความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัดศัตรูพืช ในเกษตรกร ด้วยกระดาษทดสอบพิเศษ Reactive paper ในภาคสนาม และศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อระดับ ความเสี่ยงจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกร ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมขัอมูลภาคสนามในพื้นที่พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนจากการสุ่มตัวอย่าง 4 ตำบล จำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 628 คน เกษตรกรส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย มีอายุอยู่ในช่วง 51-60 ปี จบการศึกษาต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษา ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มากกว่า 30 ปี พืชที่ทำการเพาะปลูกมีหลายชนิด เช่น ข้าว ข้าวโพด ผักสวนครัว และมันสำปะหลัง เป็นต้น โดยเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในรอบ 1 ปี เป็นระยะเวลา 0-5 วัน และใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช มากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชโดยตรง ผลการตรวจคัดกรองความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในเกษตรกร ด้วยกระดาษทดสอบพิเศษ พบว่า เกษตรกรกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับความเสี่ยงจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อยู่ในระดับเสี่ยงมาก ที่สุด ร้อยละ 42.8 อยู่ในระดับปกติน้อยที่สุด ร้อยละ 5.3 เพศชาย มีระดับความเสี่ยงจากพิษสารเคมีกำจัด ศัตรูพืชอยู่ในระดับเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง 0.95 เท่า และระดับความเสี่ยงจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอยู่ใน ระดับไม่ปลอดภัยสูงกว่าเพศหญิง 1.64 เท่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อระดับความเสียงจากพิษสารเคมีกำจัด ศัตรูพืชในเกษตรกร พบว่า ปัจจัยในเรื่องเพศ อายุ ระยะเวลาการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และลักษณะการ ทำงานของเกษตรกร ไม่มีความสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยง แต่ปัจจัยในด้านระดับการศึกษาและระยะเวลาการ ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีความสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืช อย่างมีนัยสำคัญสำคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับการศึกษาอื่นๆ ในประเทศไทยและข้อมูลการเฝ้าระวังความเสี่ยงของประเทศ ไทย ที่ระบุว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ มีระดับของสารเคมีตกค้างในเลือดในระดับเสี่ยงและไม่ปลอดภัย จึงเสนอว่า กรมควบคุมโรคควรกำหนดมาตรฐานการเฝ้าระวังความเสี่ยงจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืชทั้งในเกษตรกรและ ประชาชนทั่วไป ในรูปแบบของการเฝ้าระวังทั้งประเทศ นำผลการเฝ้าระวังที่ได้ไปสู่การพยากรณ์และการเตือน ภัย ตลอดจนการสื่อสารความเสี่ยงให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบจนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งใน ประชาชนผู้บริโภคและเกษตรกร และพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆในการคัดกรองความเสี่ยงพิษจากสารเคมีกำจัด ศัตรูพืช ให้สามารถตรวจวัดได้ง่าย ราคาถูก โดยเฉพาะสารเคมีในกลุ่มกำจัดวัชพืชและยาฆ่าหญ้า เนื่องจากมี การใช้มากขึ้นและมีความเป็นพิษสูง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ควรมีข้อมูลการเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในพืชผัก ผลไม้ เผยแพร่ ให้ประชาชนรู้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนได้ทราบสถานะของปัญหา และเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย แสวงหาทางออกเพื่อสร้างความปลอดภัยทางอาหาร รัฐบาลควรพิจารณาใช้กระบวนการด้าน กฎหมาย ให้มีผลบังคับใช้ในการห้ามนำเข้าสารเคมีที่ไม่ปลอดภัย ให้ผู้ผลิต / ผู้จำหน่าย แสดงข้อความในฉลาก ที่ติดสารเคมีให้ชัดเจน อ่านง่ายและต้องมีรูปภาพหรือสัญลักษณ์ประกอบสำหรับผู้ที่อ่านหนังสืงสือไม่ได้ และ หน่วยงานด้านสาธารณสุขทุกระดับ ควรมีแผนการเฝ้าระวังการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชของพื้นที่ วิเคราะห์ สถานการณ์ ความเสียงและความรุนแรงของปัญหาการเกิดพิษจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตศัตรูพืชทุกปี