กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาผลกระทบการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชและการกระจายตัวของสารกาจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในดินเพาะปลูกข้าวและระดับการปนเปื้อนในเมล็ดข้าวดาเนินการในพื้นที่อาเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี การสารวจสถานการณ์การใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชโดยการสัมภาษณ์และแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเกษตรกรที่ให้ข้อมูลรวม 126 คน โดยเป็นเพศชายร้อยละ 68.3 และเพศหญิงร้อยละ 31.7 ระดับการศึกษาของผู้ให้ข้อมูลร้อยละ 36.5 เป็นระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า รองลงมาร้อยละ 24.6 เป็นระดับประถมศึกษา รายได้เฉลี่ยของครอบครัวมากที่สุดร้อยละ 33.3 มีรายได้เฉลี่ย 5,000–10,000 บาทต่อเดือน รองลงมาร้อยละ 25.4 มีรายได้เฉลี่ย 10,001–15,000 บาทต่อเดือน จานวนสมาชิกในร้อยละ 54.0 มี 4 คน รองลงมาร้อยละ 19.8 มี 5 คน และมากกว่า 5 คนมีอยู่ร้อยละ 11.1 พฤติกรรมและความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้สารเคมีกาจัดศัตรูพืชของเกษตรกรที่ปลูกข้าวที่พื้นที่ที่ศึกษาทั้งหมดรู้และเข้าใจถึงความเป็นพิษและอันตรายของสารเคมีป้องกันกาจัดศัตรูพืช จนสามารถทาให้เสียชีวิตได้ พบว่าปริมาณสารกาจัดวัชพืชที่ใช้มากที่สุดร้อยละ 50 คือสารไกลโฟเสท รองลงมาคือสารพาราควอท (ชื่อการค้าที่คือกรัมม็อกโซน) มีสัดส่วนร้อยละ 22 ส่วนสารเคมีกาจัดแมลงที่มีปริมาณการใช้มากที่สุดคืออะบาเม็กติน คิดเป็นร้อยละ 55 ในขณะที่คาร์โบฟูราน (ชื่อการค้าคือฟูราดาน) มีสัดส่วนการใช้สูงถึงร้อยละ 15 การวิเคราะห์ปริมาณคาร์โบฟูรานและไกลโฟเสทตกค้างในตัวอย่างดินและเมล็ดข้าว โดยทาการเก็บตัวอย่างดินเพาะปลูกข้าวและเมล็ดข้าวโดยสุ่มจานวน 20 ตัวอย่างพบว่า ปริมาณคาร์โบฟูรานในตัวอย่างดินและเมล็ดข้าวอยู่ในช่วง ND-0.05 ?g/kg และ ND-0.08 ?g/kg ตามลาดับ ส่วนปริมาณไกลโฟเสทในตัวอย่างดินและเมล็ดข้าวอยู่ในช่วง ND-0.26 ?g/kg และ ND–0.22 ?g/kg ตามลาดับ ปริมาณคาร์โบฟูรานและไกลโฟเสทตกค้างขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างเช่น ช่วงระยะเวลาฉีดพ่นและการสลายตัว ปริมาณความเข้มข้นของสารที่ฉีดพ่น จากข้อมูลที่ได้จะพบว่าประมาณคาร์โบฟูรานและไกลโฟเสทตกค้างอยู่ในระดับยอมรับได้ตามเกณฑ์มาตรฐานของโคเด็กซ์ ประมาณคาร์โบฟูรานและไกลโฟเสทตกค้างในดินและข้าวไม่ได้มีความสัมพันธ์เป็นสัดส่วนซึ่งกันและกัน