Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2555

การเพิ่มผลผลิตผักปลอดสารเคมีทางการเกษตร แบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรในจังหวัดเพชรบูรณ์

สุวิทย์ วรรณศรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2555

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์และระเบียบวิธีดังนี้ การวิจัย เพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรของเกษตรกร เพื่อศึกษารูปแบบกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรในชุมชนเกี่ยวกับการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร และเพื่อศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมในการใช้สิ่งทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร ใช้วิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของเกษตรกรโดยการสุ่มเกษตรกรโดยใช้สูตรของยามาเน่ ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ จาก 16 หมู่บ้านจำนวน 350คน วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ ทดลองปลูกผักและจัดกิจกรรมศึกษาดูงาน มีผลการศึกษาดังนี้ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ร้อยละ 68.28 อายุระหว่าง 40-49 ปีกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สมรสแล้ว ร้อยละ 93.43 สำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาร้อยละ 88.28 อายุมีพื้นที่ทำการเกษตรเป็นที่ดินของตนเอง ร้อยละ 86.29 ปลูกข้าว ร้อยละ 58.57 อายุระหว่าง 40-49 ปีกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ใช้สารเคมีทางการเกษตรกำจัดวัชพืช ร้อยละ 52.00 อุปกรณ์ส่วนใหญ่เป็นแบบสะพายหลังใช้มือฉีด ร้อยละ 42.57 ความรู้เกี่ยวกับการใช้สารเคมีทางการ เกษตรกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 100.00ทราบถึงอันตรายที่ได้รับ เกษตรกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ ร้อยละ 28.00ทราบว่าเป็นอันตรายต่อผู้อยู่ใกล้ขณะฉีดพ่น ร้อยละ 100.00ทราบถึงอันตรายต่อผู้ใช้เอง และพบว่า ระดับการศึกษา อาชีพหลัก การเข้ารับการอบรม การรับรู้ข่าวสาร ในการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรอยู่ในเกณฑ์ต่ำ ความรู้เกี่ยวกับการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร มีผลต่อการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ระยะเวลาที่ได้อาศัยอยู่ในท้องถิ่น มีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร นอกจากนี้แล้วพบว่า การไม่รู้ข้อมูลที่ใช้ประกอบการพิจารณาใด ๆ ที่จะสามารถยืนยันความปลอดภัยของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชต่อสุขภาพของเกษตรกร ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์เชิงลบต่อการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ส่วนผลการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมในการใช้สิ่งทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร พบว่าการใช้สิ่งทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร มีผลต่อการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร ทัศนคติเกี่ยวกับการใช้ ร้อยละ 97.14 ทราบว่าการสารเคมีทางการเกษตร ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ร้อยละ 96.57 ไม่เห็นด้วยว่าการปิดฝาขวดสารเคมีทางการเกษตร ที่ยังใช้ไม่หมดให้สนิทแล้ววางไว้ที่ไหนก็ได้ ร้อยละ 76.29 ไม่เห็นด้วยว่าการสวมหน้ากาก ถุงมือและเสื้อผ้าให้มิดชิดขณะพ่นสารเคมีทางการเกษตร ทำให้อึดอัด ทำงานไม่สะดวก ร้อยละ 88.00 เห็นด้วยว่าเมื่อฉีดพ่นแล้วควรป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงเข้าไปในบริเวณที่ฉีด วัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและองค์กรในชุมชนเกี่ยวกับการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพื่อศึกษาทางเลือกที่เหมาะสมในการใช้สิ่งทดแทนการใช้สารเคมีทางการเกษตร เพื่อ เปรียบเทียบ การสะสมสารเคมีกลุ่ม ออร์กาโนฟอสเฟสและคาร์บาเมตในดินและกะหล่ำปลีที่ปลูกโดยใช้และไม่ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชในบ้านน้ำดุกอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และเพื่อศึกษาเทคนิคการเพิ่มผลผลิตขิงโดยเกษตรกร ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ เก็บข้อมูลจากการวิจัยแบบมีส่วนร่วมกับเกษตรกรพบว่า ในแปลงที่ปลูกโดยวิธีใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ดินมีลักษณะร่วนซุยและชุ่มน้ำ กะหล่ำปลีเจริญเติบโตดี ใบแผ่ขยายใหญ่ ทุกต้น ส่วนแปลงที่ปลูกโดยวิธีใช้สารเคมีทางการเกษตร ดินมีลักษณะแข็งไม่ร่วนซุยและไม่ชุ่มน้ำ กะหล่ำปลีเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ ใบแผ่ขยายใหญ่เป็นบางส่วน จากการเก็บตัวอย่างดินเพื่อหาสารเคมีตกค้างในดิน โดยใช้ชุดตรวจหาสารฆ่าแมลง จีที (GT –Pesticide Test Kit) พบว่า กะหล่ำปลีใช้สารเคมีทางการเกษตรพบการสะสมสารเคมีทางการเกษตร กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเนต มากกว่ากะหล่ำปลีปลอดสารเคมีทางการเกษตรซึ่งใช้ปุ๋ยอินทรีย์ (12 ตัวอย่างพบร้อยละ80.00 รองลงมาพบในระดับไม่ปลอดภัย 2 ตัวอย่างที่พบร้อยละ 13.33)และพบว่า กะหล่ำปลีใช้สารเคมีทางการเกษตร พบระดับความปลอดภัย ของการสะสมสารเคมีทางการเกษตร กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเนต (6 ตัวอย่างพบร้อยละ40.00 รองลงมาพบในระดับไม่ปลอดภัย 5 ตัวอย่างที่พบร้อยละ 33.34) ระดับการสะสมสารเคมีกลุ่ม กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเนตในกะหล่ำปลี ไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างการสะสมสารเคมีกลุ่ม กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเนตในกะหล่ำปลีที่ปลูก (p > .05 ) ระดับการสะสมสารเคมีกลุ่ม กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเนตในดินที่ปลูกกะหล่ำปลี มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ (p< 0.05 ซึ่งในดินที่แปลงปลูกกะหล่ำปลีที่ปลูกแบบใช้สารเคมีทางการเกษตรและที่ปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ มีระดับการสะสมสารเคมีกลุ่ม กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตและคาร์บาเนตแตกต่างกัน โดยดินที่แปลงปลูกกะหล่ำปลีที่ปลูกแบบใช้สารเคมีทางการเกษตรพบว่า ระดับความไม่ปลอดภัยมากกว่า จากการตรวจหาระดับเอนไซม์ โคลีนเอสเตอเรสในซีรั่ม ในเลือดเกษตรกร โดยใช้กระดาษทดสอบพิเศษ โดยใช้กระดาษทดสอบพิเศษ (Reactive paper) กองอนามัย กระทรวงสาธารณสุข พบว่า พบว่า ร้อยละของ เอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในซีรั่มเกษตรกรที่ปลูกแบบใช้สารเคมีทางการเกษตรและแบบเกษตรอินทรีย์ได้พบว่าระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในซีรั่มเกษตรกรที่ปลูกกะกล่ำปลีแบบใช้สารเคมีทางการเกษตรส่วนใหญ่ได้พบในระดับมีความเสี่ยง ร้อยละ 60.66 รองลงมาได้พบในระดับไม่ปลอดภัยร้อยละ 46.66 และระดับปลอดภัย 6.66 ตามลำดับ และได้พบว่าระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในซีรั่มเกษตรกรปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ส่วนใหญ่ได้พบในระดับปกติร้อยละ53.33ระดับมีความเสี่ยง ร้อยละ 46.66 ไม่พบในระดับปลอดภัย ผลการเปรียบเทียบ ระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในซีรั่มเกษตรกรระหว่างการปลูกแบบใช้สารเคมีทางการเกษตรกับแบบเกษตรอินทรีย์ได้พบว่าระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในซีรั่มเกษตรกรกับลักษณะการปลูกกะหล่ำปลี อย่างมีความสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p = 0.004 นั่นคือ p<.05) แสดงว่าเกษตรกรที่ปลูกกะหล่ำแบบเกษตรอินทรีย์ และใช้สารเคมีทางการเกษตร มีระดับระดับเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในซีรั่มแตกต่างกัน โดยเกษตรกรที่ปลูกกะหล่ำปลีแบบเกษตรอินทรีย์ มีเอ็นไซม์โคลีนเอสเตอเรสในซีรั่มในระดับที่ไม่ปลอดภัยและมีความเสี่ยงน้อยกว่าเกษตรกรที่ปลูกกะหล่ำปลีแบบใช้สารเคมีทางการเกษตร ผลการศึกษาเทคนิคการเพิ่มผลผลิตขิงโดยเกษตรกร ตำบลวังบาล อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเทคนิควิธีการขยายพันธุ์ขิงและเพื่อเพิ่มผลผลิต มีดังนี้ การศึกษาการเจริญเติบโตของขนาดของใบและความสูงของต้นเทียมของขิง ผลการศึกษาพบว่า จำนวนใบเมื่อขิงอายุได้ 3 เดือน ที่ใช้วัสดุปลูกตามวิธีการที่ 5 (วัสดุที่ใช้ปลูก ทราย 1 ส่วน, มูลสุกร 1 ส่วน, น้ำ 1 ส่วน)ขิงมีการเจริญเติบโตนับจำนวนใบ ได้มากที่สุดรวม 48 ใบ การศึกษาจำนวนหน่อเมื่อขิงอายุได้ 3 เดือน พบว่า ใช้วัสดุปลูกตาม วิธีการที่ 5 ขิงมีการเจริญเติบโตมีจำนวนหน่อ มากที่สุดรวม 10 หน่อ การศึกษาความสูงของต้นเทียม เมื่อขิงอายุได้ 3 เดือน พบว่า ขิงมีความสูงมากที่สุดรวม 45.8 ซม. การศึกษาความยาวของใบขิง อายุ 3 เดือนพบว่า พบว่า ใช้วัสดุปลูกตาม วิธีการที่ 2 (ทราย 1 ส่วน, น้ำ 1 ส่วน) ขิงมีการเจริญเติบโตโดยวัดความยาวของใบ ยาวที่สุดรวม 31.00 ซม. การศึกษาน้ำหนักของหัวขิง สังเกตการเจริญเติบโตของขิง โดยการชั่งน้ำหนักเมื่อขิงอายุได้ 1 เดือน พบว่า ใช้วัสดุปลูกตาม วิธีการที่ 5 ขิงมีน้ำหนักสดของหัวของ เท่ากับ 29.93 กรัม/หัว/เหง้า การศึกษาน้ำหนักของหัวขิง อายุ 2 เดือน พบว่า ใช้วัสดุปลูกตาม วิธีการ ที่ 5 ขิงมีน้ำหนักสดของหัวของ เท่ากับ 26.70 กรัม/หัว/เหง้า การศึกษาน้ำหนักของหัวขิงอายุ 3 เดือน พบว่า การใช้วัสดุปลูกขิง ตาม วิธีการที่ 1 – 5 สังเกตการเจริญเติบโตของขิง โดยการชั่งน้ำหนักเมื่อขิงอายุได้ 2 เดือน พบว่า ใช้วัสดุปลูกตาม วิธีการที่ 5 ขิงมีน้ำหนักสดของหัวของ เท่ากับ 41.00 กรัม/หัว/เหง้า ผลการจากการทดลองใช้วัสดุคลุมแปลง พบว่า การเจริญเติบโตของขิงที่ปลูกด้วยหน่อตัดตรง แล้วคลุมด้วยใบไม้แห้งต่างกัน พบว่า ขิงที่ปลูกแล้วคลุมด้วยใบจามจุรี เจริญเติบโตได้ดีที่สุด รองลงมา คือ ขิงที่ปลูกแล้วคลุมด้วยฟางข้าว และขิงที่ปลูกแล้วคลุมด้วยใบมะขาม ตามลำดับ และ ผลการศึกษาการเจริญเติบโตจากการตัดหน่อ ขิงที่ปลูกด้วยหน่อตัดเฉียงแล้วคลุมด้วยใบไม้แห้งต่างชนิดกัน พบว่า ขิงที่ปลูกแล้วคลุมด้วยใบจามจุรี เจริญเติบโตได้ดีที่สุด คำสำคัญ สารเคมีทางการเกษตรสารเคมีทางการเกษตร กะหล่ำปลี สารประกอบออร์แกนโนฟอสเฟต การสะสมสารเคมีทางการเกษตร ระดับเอนไซม์โคลินเอสเตอเรส การวิจัยแบบมีส่วนร่วม เกษตรกร ปุ๋ยอินทรีย์ ขิง สารเคมีทางการเกษตร เกษตรกร การเจริญเติบโต เทคนิควิธีการ เหง้า ต้นเทียม วัสดุคลุมแปลง

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษาพัฒนาแนวทางการลดใช้สารเคมีในการเกษตรด้วยกระบวนการวิจัยแบบมีส่วนร่วม: กรณีศึกษาอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2559

การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยการเกษตรไร้สารเคมีเพื่อขยายผลผ่านกระบวนการสื่อสารกรณีศึกษา: การขยายผลกับกลุ่มเกษตรกรผู้สนใจการเกษตรไร้สารเคมีบ้านหินฮาว อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์

บุษยากร ตีระพฤติกุลชัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2560

การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม และแปลงสาธิตเพื่อผลิตพืชผักพื้นบ้านปลอดสารพิษของกลุ่มเกษตรกรชุมชนช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

อัตถ์ อัจฉริยมนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พ.ศ. 2560

การเกษตรที่ลดการพึ่งพิงสารเคมี : กรณีศึกษา กลุ่มเกษตรกรบางกลุ่มในจังหวัดจันทบุรีและปทุมธานี

อัญชนา ณ ระนอง สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2559

การวิจัยแบบมีส่วนร่วมเพื่อลดการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชโดยใช้สารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของเกษตรกรจังหวัดเพชรบูรณ์

อัคกะบัทคาน ปาทาน มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2559

การผลิตแบบพึ่งพาตนเองเพื่อลดการใช้สารเคมีของเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี

รัชนี รูปหล่อ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พ.ศ. 2559

รูปแบบการจัดสิ่งแวดล้อมศึกษาในการลดการใช้สารเคมีของเกษตรกรผู้ปลูกเห็ดบด จังหวัดกาฬสินธุ์

สม นาสอ้าน พ.ศ. 2559

ศึกษาผลการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงร่วมกับปุ๋ยเคมีต่อผลผลิตข้าวพันธุ์สังข์หยด ในกลุ่มชุดดินที่ 17 ชุดดินโคกเคียน จ. สงขลา

พิมล อ่อนแก้ว กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2556

โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์แบบเติมอากาศต้นแบบสำหรับชุมชนและวิสาหกิจชุมชน ในพื้นที่โครงการพัฒนาที่ดินมูลนิธิชัยพัฒนา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

สรรศุภร วิชพันธุ์ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2566

โครงการวิจัย การสร้างกลไกความร่วมมือการปรับเปลี่ยนผลิตสินค้าเกษตรเคมีสู่เกษตรปลอดภัย บ้านนาป่าแปก ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

พยุงศักดิ์ วงศ์วานิชย์ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) พ.ศ. 2563