การศึกษาปัจจัยเสี่ยงในการทำงานและการประเมินความพึงพอใจการนำเสื้อเกราะกันกระสุนอินทนิลไปใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัดเพชรบูรณ์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้นำเสนอเรื่องการศึกษาปัจจัยเสี่ยงในการทำงาน และการประเมินความพึงพอใจการนําเสื้อเกราะกันกระสุนอินทนิลไปใช้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัดเพชรบูรณ์ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการใช้เสื้อเกราะกันกระสุนของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเปรียบเทียบบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐกับปัจจัยเสี่ยงในการปฏิบัติ และความพึงพอใจต่อการใช้เสื้อเกราะกันกระสุน เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการทำงานกับปัจจัยเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ประชากรที่ศึกษาจำนวน 383 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม (questionnaire) แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ( In-depth interview) และการสนมนากลุ่ม (Focus Group discussion) การวิจยครั้งนี้เป็นการวิจยเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพแล้วนำมาวิเคราะห์ให้เห็นปัจจัยเสี่ยงในปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐการวิเคราะห์ทางสถิติโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) หาค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติวิเคราะห์ (statistical Amalysis) ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่เป็นนายทหารชั้นประทวนจำนวน 303 คน (ร้อยละ 79.10) รองลงมาคือ นายตารวจชั้นประทวนจำนวน 65 คน (ร้อยละ17.00) และเป็นสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนจำนวน 8 คน (ร้อยละ 2.10) ตามลำดับ ในส่วนของระดับการศึกษานั่น พบว่าส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรีจำนวน 209 คน (ร้อยละ 54.60) รองลงมาคือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า-อนุปริญญาจำนวน 168 คน (ร้อยละ 43.80) และระดับปริญญาโท จำนวน 6 คน (ร้อยละ 1.60) ตามลำดับในส่วนของการใช้เสื้อเกราะกันกระสุนในการปฏิบัติหน้าที่นั่น พบว่าส่วนใหญ่สวมใส่เสื้อเกราะในการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 338 คน (ร้อยละ 88.30) และไม่สวมใส่เสื้อเกราะในการปฏิบัติหน้าที่จำนวน 45 คน (ร้อยละ 11.70) ประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ที่มีความเสี่ยงจากจำนวน 383 คน เฉลี่ยร้อยละ 5.08 ต่อปีด้านการรับรู้ความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยที่ 3.567 โดยการรับรู้ความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ไม่มีการตรวจสอบอุปกรณ์เครื่องมือหรืออาวธุ ที่ใช้ในการปฏิบัติหน้าที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือมีค่าเฉลี่ย 3.694 รองลงมาคือการปฏิบัติหน้าที่ในขณะที่มีอาการวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัยมีค่าเฉลี่ย 3.686 และการรับรู้ความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ การปฏิบัติหน้าที่ในขณะที่มีอาการเจ็บป่วย มีค่าเฉลี่ย 3.202 ด้านพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่ภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยที่ 3.773 โดยพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่เรื่อง ใส่เสื้อเกราะกันกระสุนปฏิบัติหน้าที่ทำให้เกิดความมั่นใจมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือมีค่าเฉลี่ย 3.979 รองลงมาคือจากประสบการณ์ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมั่นใจมีค่าเฉลี่ย 3.934 และพฤติกรรมในการปฏิบัติหน้าที่ที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ เสื้อเกราะกันกระสุนที่ได้รับการสนับสนุนมีมาตรฐานน่าเชื่อถือ มีค่าเฉลี่ย 3.582 ดานความพึ่งพอใจต่อการใช้เสื้อเกราะกนกระสุนภาพรวมอยู่ในระดับมากมีค่าเฉลี่ยที่ 3.709 โดยความพึงพอใจต่อการใช้เสื้อเกราะกันกระสุนสามารถป้องกันไม่ให้เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต มีค่าเฉลี่ยมากที่สุดคือมีค่าเฉลี่ย 3.976 รองลงมาคือเสื้อเกราะกันกระสุนที่ใช้มีความคงทนต่อกระสุนในระดับ 3 (ขนาดกระสุน 7.60 มม.ตามมาตรฐานกระทรวงกลาโหม) มีค่าเฉลี่ย 3.861 และความพึงพอใจต่อการใช้เสื้อเกราะกันกระสุนที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือกระเป๋าสาหรับใส่วิทยุกระเป๋าใส่ซองกระสุน กระเป๋าอเนกประสงค์ที่อยู่กับตัวเสื้อเกราะ ทำให้มีความคล่องตัวในการปฏิบัติหน้าที่มีค่าเฉลี่ย 3.524 เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เสียชีวิเพราะไม่ใส่เสื้อเกราะและจากเหตุการณ์ผ่านมาพบว่าส่วนหนึ่งอยากได้ของดีราคาถูกมีคุณภาพจึงมีราคาแพงโดยเฉพาะเสื้อเกราะของต่างประเทศมีคุณภาพมีความ มั่นใจในการทำงานสำหรับประเทศไทยรัฐบาลจดหาให้ต้องพิจารณาเนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐมีจำนวนมากคงไม่เพียงพอต่อความต้องการควรให้สถาบันการศึกษาหาแนวทางที่จะผลิตเสื้อเกราะที่มีคุณภาพราคาพอประมาณเสนอต่อรัฐเป็นนโยบาย