ปัจจัยและผลที่เกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์และการเลิกดื่มแอลกอฮอล์ของสตรีในจังหวัดสุรินทร์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เนื่องจากในปัจจุบันนี้แนวโน้มปัญหาการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และผลกระทบที่ติดตามมาได้ ทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่สำคัญเริ่มบริ โภคตั้งแต่อายุยังน้อย ปัญหาของการบริโภคแอลกอฮอล์ไม่จำกัดอยู่ เฉพาะในเพศชายเท่านั้น แต่การบริโภคแอลกอฮอล์ในเพศหญิงก็ยังเริ่มมีปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ส่วน หนึ่งอาจคิดว่าจะได้รับการขอมรับว่าเป็นคนมั่นใจและแสดงออกว่าเป็นผู้หญิงทำงานที่สามารถพึ่งตนเองได้ และที่สำคัญสังคมขังขอมรับการดื่มของผู้หญิงมากขึ้น ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ปัจจัยด้านบุคคล ครอบครัว สังคมและสิ่งแวดล้อม การสื่อสารการตลาด ความคาดหวังจากการดื่ม และแรง สนับสนุนทางสังคมที่มีต่อพฤติกรรมการดื่ม และการเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม การดื่มสุราของสตรีในจังหวัดสุรินทร์ สถานที่ดำเนินการวิจัยเลือกแบบเจาะจงในอำเภอปราสาทจังหวัดสุรินทร์ สุ่มเลือกตำบลโดยใช้การ สุ่มตัวอย่างแบบกำหนดความน่าจะเป็นให้เป็นสัดส่วนกับขนาด (PPS)แล้วสุ่มเลือกหมู่บ้านในเขตชนบท หรือสุ่มเลือกชุมชนในเขตเมือง จำนวนทั้งสิ้น 20 ชุมชน แบ่งเป็นพื้นที่เขตเมือง 5 ชุมชมชน (3 ตำบล) และพื้นที่ ชนบท 15 หมู่บ้าน (5 ตำบล) ดำเนินการภายในระยะเวลา6 เดือน ใช้รูปแบบบการวิจัยเชิงสำรวจ โดยใช้ แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูล นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาประมวลผล และทำการ ทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับอิทธิพลของปัจจัยต่างๆที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของสตรี ในจังหวัดสุรินทร์ ผลการศึกษา ช่วงอายุของสตรีที่เข้าร่ วมการศึกษา คือ 20-85 ปี โดยมีอายุเฉลี่ย 49.0 (+ 12.9) ปี ซึ่ง แบ่งเป็นกลุ่มอายุต่ำกว่า45 ปี ร้อยละ37 และอายุ45ปีขึ้นไป ร้อยละ 63.0บริ โภคเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ใน 12 เดือนที่ผ่านมาจำนวน 219 คน คิดเป็ นร้อยละ 57.0 ในค้านความถี่และปริมาณการบริ โภคเครื่องดื่มเป็นร้อยละ 16.8 และการดื่มอย่างหนักจำนวน 86 คน คิดเป็ นร้อขละ21.5 ประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่กลุ่มตัวอย่างนิยมดื่มมากที่สุดคือ สุราชาว รองลงมาคือ เบียร์ ไวน์และเครื่องดื่มแอกอฮอล์พื้นบ้าน ตามลำดับ และจากการประเมินปี ญหาจากการดื่มแอลกอฮฮล์(AUDIT)พบว่าส่วนใหญ่ดื่มแบบเสี่ยงน้อย (Low-risk drinking)จำนวน 314 คน คิดเป็ นร้อยละ 78.5รองลงมา คือ ดื่มแบบเสี่ยง (hazardous drinking) จำนวน 64 คน คิดเป็ นร้อยละ 16.0 ดื่มแบบกันตราช(barmful drinkine) จำนวน 13 คน คิดเป็ นร้อยละ 3.2 และดื่มแบบติด (alcobol dependence) จำนวน 11คน 11คน คิดเป็นร้อยละ 2.8 จากการศึกษาพบว่าสตรีสุริสุรินทร์ ที่ดื่มแอลกอฮอล์ทั้งหมด 348 คน เกิดลกระทบจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของตนเอง ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาในด้านต่างๆ ดังนี้ เคยเกิดอาการไม่พึงประสงค์ เช่น หน้าแดง ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน จำนวน 258 คน คิดเป็นร้อยละ 74.1 โดยมีอัตราการเกิดเฉลี่ยประมาณ 4.5 ครั้งต่อปี ซึ่งเกิดสูงสุ ครั้งต่อ ปี เคยเกิดอุบติเหตุหรือบาดเจ็บจำนวน 20 คน คิดเป็นร้อยละ 5.7 โดยมี อัตราการเกิดเฉลี่ยประมาณ 2.0 ครั้ง ต่อปี ซึ่งเกิดสูงสุด 5 ครั้งต่อปี เคยเกิดการหยุด/ขาด/ลางานจำนวน 60 คน คิดเป็นร้อยละ 17.24 โดยมีอัตรา การเกิดเฉลี่ย ประมาณ 3.1 ครั้งต่อปี ซึ่งเกิดสูงสุด 10 ครั้งต่อปี จากการศึกษานี้ พบว่าสตรีในจังหวัดสุรินทร์ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาร้อยละ 57 ซึ่งสูงกว่าผลการ สำรวจพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรไทยทั่วประเทศที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป ของรายงาน สถานการณ์ สุรา พ.ศ. 2550 ที่พบว่าดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาร้อยละ 31.50 และฮู งกว่าผลการ สำรวจพฤติกรรมการบริ โภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประชากรไทยทั่วประเทศที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปี ขึ้นไป ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่พบว่าดื่มในช่วงชีวิตที่ผ่านมาร้อยละ 36.8 ซึ่งสาเหตุของผล การศึกษาดังกล่าวที่สูงกว่าอาจเนื่องมาจากในปัจจุบันพบว่าประชาชนมีแนวโน้มการบริโภคเครื่องดื่ม แอลกอฮอล์ที่เพิ่มสูงขึ้น หากพิจารณาถึงความชุกของการบริภคเครื่องดื่มแอลกออล์แบบบเสี่ ยงจาก การศึกษานี้ พบว่าดื่มประจำร้อยละ 13.8 ซึ่งต่ำกว่าผลการสำรวจอัตราการบริ โภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของ ประชากรไทยทั่วประเทศที่มีอายุตั้งแต่15 ปี ขึ้นไปของรายงานสถานการณ์สุรา พ.ศ. 2550 ที่พบว่าดื่ม ประจำร้อยละ 18.50 จากการสำรวจผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ของตนเองในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา พบว่า ผลกระทบทางด้านสุขภาพมากที่สุด รองลงมา คือ ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ การทำงาน และสังคม ตามลำดับ ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขต่อไป นอกจากนี้ ยังเกิดผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน และอาจส่งผลให้สถาบัน ครอบครัวเกิดความอ่อนแอลง และอาจส่งผลไปถึงสถาบันสังคมและสถาบันอื่นๆ ตลอดจนการพัฒนา ประเทศได้อีกด้วย ควรมึนโยบายและมาตรการที่ช่วยกระตูนให้สตรีได้ตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบ ที่เกิดขึ้น จากการบริ โภคเครื่ องดื่มแอลกอฮอล์ โดยการสร้างจิตสำนึกที่ดี ภายได้การมีส่วนร่วมของทุกภาค ส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชนและองค์กรอิสระ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบติและการดำเนินชีวิต แอลกอฮอล์ พบว่าดื่มประจำ จำนวน 56 คน คิดเป็นร้อยละ 23.8 การดื่มในปริมาณมากจำนวน 60 คน คิด