เครื่องพาสเจอร์ไรซ์น้ำผลไม้แบบเทอร์โมไซฟอน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้นำเสนอการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางความร้อนภายในเครื่องพาสเจอร์ไรซ์น้ำผลไม้ ขนาด 50 ลิตร ขณะทำการพาสเจอร์ไรซ์ โดยการทดลองใช้เครื่องพาสเจอร์ไรซ์ที่มีรูปแบบแตกต่างกัน 2 รูปแบบดังนี้ คือ เครื่องพาสเจอร์ไรซ์แบบปกติ และเครื่องพาสเจอร์ไรซ์แบบติดตั้งท่อเทอร์โมไซฟอน จำนวน 12 แท่ง ที่ใช้น้ำและเอทานอลเป็นสารทำงาน โดยเครื่องพาสเจอร์ไรซ์ให้ความร้อนด้วยแก๊สแอลพีจี มีหัวแก๊สขนาด Kb7 ควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงด้วยระบบอัตโนมัติ ทำการทดสอบเก็บข้อมูลโดยใช้น้ำเม่า เข้มข้น 25 เปอร์เซนต์ (น้ำเม่า 25% และ น้ำเปล่า 75%) ในการทดสอบการทำงานของเครื่องพาสเจอร์ไรซ์ โดยใช้วิธีพาสเจอร์ไรซ์โดยความร้อนต่ำและเวลานาน (LTLT : Low Temperature - Long Time) ที่อุณหภูมิ 62.8 - 65.6 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 30 นาที แล้วทำการทดลองเก็บข้อมูลอุณหภูมิ ด้วยการบันทึกภาพถ่ายทางความร้อนด้วยกล้องถ่ายภาพทางความร้อนและเก็บข้อมูลปริมาณการใช้เชื้อเพลิงก๊าซแอลพีจี จากการทดลองพบว่าเครื่องพาสเจอร์ไรซ์แบบเทอร์โมไซฟอน ที่ใช้น้ำและเอทานอลเป็นสารทำงานสามารถเพิ่มอุณหภูมิในถังพาสเจอร์ไรซ์ที่อุณหภูมิเป้าหมาย 62.8 ?C ได้เร็วกว่าเครื่องพาสเจอร์ไรซ์แบบปกติจากเดิม 180 นาที ลดลงเหลือ 120 นาที คิดเป็นเวลาที่ลดลง 41 % และเมื่อพิจารณาการใช้ก๊าซแอลพีจีพบว่าเครื่องพาสเจอร์ไรซ์แบบปกติใช้ก๊าซแอลพีจี 0.9 กก. ขณะที่เครื่องพาสเจอร์ไรซ์แบบเทอร์โมไซฟอนที่ใช้น้ำและเอทานอลเป็นสารทำงานใช้ก๊าซแอลพีจี 0.4 และ 0.6 กก. ตามลำดับ คิดเป็นการใช้พลังงานเชื้อเพลิงลดลง 43% และ 33% ตามลำดับ และข้อมูลภาพถ่ายทางความร้อนสามารถแสดงให้เห็นถึงการทำงานภายในถังพาสเจร์ไรซ์ได้ดีและสอดคล้องกับข้อมูลอุณหภูมิจากการทดลองทั้งหมด