การต่อสู้กับปัญหาการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของเด็กไร้รัฐของศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน: กรณีศึกษา บ้านแม่สามแลบ ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของเด็กและเยาวชนไร้รัฐ และศึกษาปฏิบัติการต่อสู้กับปัญหาการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของเด็กและเยาวชนไร้รัฐของศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน รวมถึงนำผลการศึกษาจากสถานการณ์ปัญหาการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของเด็กและเยาวชนไร้รัฐ รวมถึงปฏิบัติการต่อสู้กับปัญหาการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของเด็กและเยาวชนไร้รัฐของศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน เสนอเป็นข้อเสนอแนะในการพัฒนาการจัดสวัสดิการสำหรับเด็กไร้รัฐของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงพรรณนา ศึกษาข้อมูลด้วยวิธีการศึกษาจากตำรา ใช้แบบสอบถามจากจำนวนประชากรกลุ่มตัวอย่าง 120 ตัวอย่าง การสัมภาษณ์เชิงลึกกับแกนนำทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคชุมชน รวมถึงการเข้าร่วมปฏิบัติการต่างๆ ของศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ผลจากการศึกษา พบว่า สถานการณ์เด็กและเยาวชนไร้รัฐบ้านแม่สามแลบ ส่วนมากร้อยละ 39.2 เกิดจากการไม่ระบุสถานะจากหน่วยงานภาครัฐ รองลงมาร้อยละ 24.1 เกิดจากการเพิกเฉยของผู้ปกครองในการแจ้งเกิด และร้อยละ 18.3 เกิดจากการตกสำรวจของทางราชการ ส่วนด้านการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของเด็กและเยาวชนไร้รัฐ พบว่า สวัสดิการด้านกระบวนการยุติธรรมมีระดับการเข้าถึงน้อยที่สุด ร้อยละ 37.0 รองลงมา คือ สวัสดิการด้านการศึกษา ร้อยละ 29.7 ซึ่งเท่ากันกับด้านบริการทางสังคมทั่วไป ร้อยละ 29.7 ส่วนระดับการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของเด็กและเยาวชนไร้รัฐในระดับมาก พบว่า สวัสดิการด้านสุขภาพอนามัยมีการเข้าถึงมากที่สุด ร้อยละ 24.3 รองลงมา คือ ด้านนันทนาการ และด้านการศึกษาตามลำดับ สำหรับสถานการณ์ปัญหาการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของเด็กและเยาวชนไร้รัฐ 7 ด้าน มีดังนี้ ด้านสุขภาพอนามัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 72.6 ไม่ประสบปัญหา มีเพียงร้อยละ 27.4 ที่ประสบปัญหา ด้านการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 52.6 ไม่ประสบปัญหา และร้อยละ 47.4 ประสบปัญหา ด้านที่อยู่อาศัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างครึ่งต่อครึ่งหรือ 50.0 มีทั้งประสบปัญหาและไม่ประสบปัญหา ด้านการมีงานทำและการมีรายได้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 62.8 ประสบปัญหา และร้อยละ 37.2 ไม่ประสบปัญหา ด้านนันทนาการ พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 83.5 ไม่ประสบปัญหา และมีเพียง ร้อยละ16.5 ที่ประสบปัญหา ด้านกระบวนการยุติธรรม พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 55.0 ประสบปัญหา และ ร้อยละ 45.0 ไม่ประสบปัญหา ด้านบริการทางสังคมทั่วไป พบว่า กลุ่มตัวอย่างเกินครึ่งหรือร้อยละ 60.0 ประสบปัญหา และ ร้อยละ 40.0 ไม่ประสบปัญหา ส่วนปฏิบัติการต่อสู้กับปัญหาการเข้าถึงสวัสดิการสังคมของเด็กและเยาวชนไร้รัฐของศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน พบว่า ใช้รูปแบบการต่อสู้โดยอาศัยทุนทางสังคมและวัฒนธรรม ใน 3 ระดับ ดังนี้ (1) ความสัมพันธ์ระดับครอบครัวและเครือญาติ (2) ความสัมพันธ์ระดับชุมชนและสังคม (3) แนวคิดเครือข่ายระดับชุมชนและสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาเครือข่ายทั้งทางภาครัฐ และภาคเอกชน ที่อาศัยประชาชนเป็นศูนย์กลางทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ ปฏิบัติการที่ผ่านมาของศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ไม่ว่าจะเป็นปฏิบัติการวันเด็กไร้สัญชาติ ปฏิบัติการเยาวชนอนุรักษ์ถิ่น ปฏิบัติการฮักละอ่อนแม่ญิง ปฏิบัติการศูนย์ประสานงานเพื่อพิทักษ์สิทธิเด็กและหญิง ปฏิบัติการชุมชนไร้สัญชาติ ปฏิบัติการกองทุนสุขภาพคนไร้สัญชาติ และปฏิบัติการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก เป็นต้น สะท้อนถึงการดำเนินการร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร โดยใช้ประเด็นด้านสิทธิเด็กและปัญหาด้านการค้ามนุษย์ (Human Trafficking) แต่อย่างไรก็ตามปฏิบัติการดังกล่าวยังคงต้องเผชิญกับแรงฝืด โดยเฉพาะปัญหาด้านการยืนยันตัวตนของเด็กและเยาวชนไร้สัญชาติ การขาดความรู้ความเข้าใจสิทธิที่ตนได้รับความคุ้มครองตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 เด็กและเยาวชนไร้รัฐมีภาระในการเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว และที่สำคัญท้องถิ่นขาดบุคลากรที่มีความรู้ ประสบการณ์ มีหลักวิชาการที่สามารถทำงานเชิงรุกในพื้นที่ได้อย่างจริงจังและต่อเนื่อง รวมไปถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ยังไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเชิงรุกและจัดสวัสดิการสังคมต่อเด็กไร้รัฐ ข้อเสนอแนะจากการวิจัย 1. การดำเนินงานของศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนเป็นกระบวนการทางสังคม ควรมีการหนุนเสริมอย่างต่อเนื่อง 2. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ควรกำหนดให้มีการสร้างสวัสดิการเฉพาะพื้นที่ โดยอาศัยเงื่อนไขการสร้างสวัสดิการในความหมายก้าวหน้าหรือสวัสดิการเชิงรุก โดยอาศัยองค์การด้านสวัสดิการสังคมต่างๆ เข้ามาบูรณาการด้านการพัฒนาสังคม 3. สร้างมาตรการคุ้มครองเด็กและพัฒนาสวัสดิการเด็กและเยาวชนในพื้นที่เฉพาะ โดยอาศัยกลไก เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 และพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 4. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจำเป็นอย่างยิ่งต้องพัฒนาสวัสดิการสังคมในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม โดยแสวงหาความรู้จากงานวิจัยด้านเด็กและเยาวนไร้รัฐมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่ 5. ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรสาธารณประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 ดังนั้นเพื่อประโยชน์ด้านการสร้างมาตรฐานอาสาสมัคร และนักสังคมสงเคราะห์ที่ปฏิบัติงานด้านเด็กและเยาวชนในพื้นที่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องจัดเกณฑ์มาตรฐานด้านการฝึกอบรมด้านสังคมสงเคราะห์ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 6. ควรมีการจัดรูปเครือข่ายองค์กรพัฒนาช่วยเหลือเด็กและเยาวชนไร้รัฐ โดยมีระยะเวลาสามปี ดังนี้ คือ ระยะเริ่มแรก ระยะสานเครือข่ายองค์กรพัฒนาช่วยเหลือเด็กและเยาวชนไร้รัฐ ระยะที่สอง ระยะเครือข่ายด้านการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนไร้รัฐร่วมกันกำหนดพันธกิจ และแผนงาน ระยะที่สาม ระยะปีแห่งการนำเสนอและพิจารณาโครงการต่างๆ เพื่อกำหนดเป็นแผนปฏิบัติการ