การวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำ ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปี 2563 ระยะเวลาดำเนินงาน (15 เดือน) มีผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ดังนี้ 1)การสนับสนุนการจัดทำระบบข้อมูลความยากจนและติดตามการช่วยเหลือในการแก้ปัญหาความยากจนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตามกลุ่มเป้าหมายของการสำรวจข้อมูลคนจนโดยใช้ฐานข้อมูลจาก TPMAP และการเก็บข้อมูลแบบชี้เป้าโดยชุมชนเพื่อนำมาวิเคราะห์ทุนในการดำรงชีพทั้ง 5 ด้าน (sustainable livelihoods strategy) รวมทั้งหมดจำนวน 13,643 ครัวเรือน โดยทำการสอบทานกับเป้าหมายในระบบของ TPMAP จำนวน 10,129 ครัวเรือนจากจำนวนทั้งหมด 20,924 ครัวเรือน และได้ดำเนินการค้นหาเชิงรุกเพิ่มเติมจำนวน 3,514 ครัวเรือน มีจำนวนสมาชิกครัวเรือนทั้งหมด 52,271 คน (ข้อมูลวันที่ 1 สิงหาคม 2564) พบว่า ครัวเรือนยากจนของจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีผลรวมเฉลี่ยระดับศักยภาพอยู่ที่ 2.18 เมื่อจำแนกศักยภาพทั้ง 5 มิติแล้วด้านทุนทางธรรมชาติมีศักยภาพสูงที่สุด ที่ 2.89 รองลงมาคือทุนทางกายภาพ อยู่ที่ระดับ 2.78 ทุนทรัพยากรมนุษย์ อยู่ที่ระดับ 1.82 ทุนทางสังคม อยู่ที่ระดับ 1.70 และทุนทางการเงินมีศักยภาพค่อนข้างน้อยอยู่ที่ระดับ 1.71 ตามลำดับ 2)การออกแบบกลไก กระบวนการวิจัย และเครื่องมือในการพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อสนับสนุนการทำงานช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความยากจนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2.1)กลไกระดับจังหวัดร่วมบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และจัดทำยุทธศาสตร์ กลยุทธ์แก้ไขปัญหาความยากจนโดยใช้ข้อมูลจากโครงการวิจัยฯ เป็นฐานสนับสนุนการทำงาน ทำให้คณะทำงานในระดับจังหวัดสามารถเริ่มวางแผนการทำงานได้แม่นยำและรวดเร็วมากขึ้น หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องซึ่งมีบทบาทและภารกิจโดยตรงในการแก้ไขปัญหาความยากจนของจังหวัดแม่ฮ่องสอนโดยได้ส่งต่อข้อมูลจำนวนกลุ่มคนจนที่จำเป็นต้องได้รับการส่งต่อและให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จำแนกได้เป็น 2 ระดับดังนี้ คนจนระดับอยู่ลำบาก จำนวน 314 คนและคนจนในระดับอยู่ยาก จำนวน 44,812 คนให้ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาคนทุกช่วงวัยอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดแม่ฮ่องสอน(ศจพ.มส) เพื่อสนับสนุนภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามภารกิจให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อาทิ ข้อมูลจำนวนผู้ที่มีบ้านพักอาศัยทรุดโทรม 3,552 ครัวเรือน ข้อมูลครัวเรือนผู้พิการและผู้สูงอายุ ให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อวางแผนให้การช่วยเหลือร่วมกับสถาบันองค์กรพัฒนาชุมชน (พอช.) 2.2.)กลไกระดับพื้นที่ได้พัฒนากระบวนการขับเคลื่อนโมเดลแก้จนในเชิงพื้นที่เป็นกระบวนการพัฒนาโจทย์ในการแก้จนจากการมีส่วนร่วมของพื้นที่และประชาชนเจ้าของปัญหา ในการเสนอปัญหาและความต้องการของตนเอง และการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนร่วมกับองค์กรภาคเครือข่ายที่ให้การสนับสนุน ร่วมกับการใช้แพลตฟอร์มแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พัฒนาห่วงโซ่คุณค่าและกระบวนการทดลองโมเดลแก้จนตำบลห้วยปูลิง การสร้างระบบเศรษฐกิจวนเกษตรบนพื้นที่สูงและการจัดตั้งกองทุนน้ำ และโมเดลบุกแก้จนตำบลแม่สวด เพื่อขับเคลื่อนตามศักยภาพต้นทุนทางทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพที่เป็นจุดแข็งของจังหวัดแม่ฮ่องสอนและสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ส่งผลต่อความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจฐานราก และการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม (BCG Model) ใน 3 มิติ ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ( Bioeconomy) ระบบเศรษฐกิจชีวภาพ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรชีวภาพเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยเน้นการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) คำนึงถึงการนำวัสดุต่าง ๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด และทั้ง 2 เศรษฐกิจนี้ อยู่ภายใต้เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)โดยใช้ต้นทุนจากความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม 3)การติดตาม วิเคราะห์ข้อมูลคนจนและหนุนเสริมกลไกพัฒนาเชิงพื้นที่เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผลการศึกษาข้อมูลระดับคะแนนจำแนกตามต้นทุนการดำรงชีพที่ยั่งยืน (SLS) ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มีผลการสำรวจตามมิติต่าง ๆ จำนวน 5 ทุนคือ ทุนทรัพยากรมนุษย์ ทุนทางกายภาพ ทุนทางการเงิน ทุนทางธรรมชาติ และทุนทางสังคม จากข้อมูลสภาพปัญหาความยากจนดังกล่าวผู้วิจัยได้วิเคราะห์ภาวะความยากลำบากของครัวเรือนคนจน 4 กลุ่มคือ กลุ่มอยู่ลำบาก จำนวน 156 ครัวเรือน จำนวน 442 คน กลุ่มอยู่ยาก จำนวน 11,944 ครัวเรือน จำนวน 41,574 คน กลุ่มพออยู่ได้ จำนวน 1,557 ครัวเรือน จำนวน 5,832 คนและ กลุ่มอยู่ดี พบว่าไม่มีครัวเรือนที่จัดอยู่ในกลุ่มที่อยู่ดี 4)การสังเคราะห์ข้อมูลพื้นที่ระดับครัวเรือนและการทำงานเชิงพื้นที่แก้ไขปัญหาความยากจนจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเชิงพื้นที่ ผลการศึกษามีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายดังนี้ 4.1)รัฐควรสนับสนุนแนวนโยบายการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและปรับปรุงระเบียบ ข้อกฎหมายที่จำเป็นต่อบริบททางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและทรัพยากรทางธรรมชาติสิ่งแวดล้อมของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนงบประมาณที่จำเป็นต่อครัวเรือนยากจนเพื่อสนับสนุนการเข้าถึงทุนทรัพยากรที่จำเป็นต่อการพัฒนาและยกระดับศักยภาพครัวเรือนยากจนรวมทั้งควรมีนโยบายสร้างการเติบโตของเมืองขนาดเล็กทางโครงสร้างการบริหารพื้นที่และระบบเศรษฐกิจเพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างจังหวัดขนาดใหญ่และจังหวัดขนาดเล็ก สามารถตรึงกำลังคนให้สามารถประกอบอาชีพที่หลากหลายอยู่ในพื้นที่เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเองได้ 4.2.)ควรบูรณาการข้อมูลศักยภาพความยากจนรายครัวเรือนระหว่างหน่วยงาน งบประมาณและทรัพยากรระหว่างหน่วยงานในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพและความต่อเนื่องของการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจนอย่างยั่งยืน โดยใช้ครัวเรือนเป็นฐาน(Household-based Anti-poverty Intervention) โดยควรดำเนินการมาตรการต่อเนื่องอย่างน้อย 3-10 ปี 4.3.)รัฐควรมีแผนยุทธศาสตร์การฟื้นฟูศักยภาพครัวเรือนยากจนภายหลังสถานการณ์ไวรัสโคโรนา สร้างกันชนทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในชีวิต ให้กับครัวเรือนยากจน เช่น ระบบสวัสดิการชุมชนระบบสิทธิการเข้าถึงทรัพยากรเชิงซ้อน การพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่โดยใช้ศักยภาพทุนเดิมเพื่อแก้ปัญหาความยากจนข้ามรุ่นในระยะยาวซึ่งเป็นการพัฒนากำลังคนตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ 20 ปีและการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแห่งวสหประชาชาติ (SDGs) 4.4.)ควรระบบการบริหารจัดการพัฒนาเชิงพื้นที่ร่วมระหว่างรัฐและชุมชน ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาชุมชนท้องถิ่น 4.5.)ควรสนับสนุนทุนสำคัญในการดำรงชีพ ประกอบด้วยทุนมนุษย์ ทุนการเงิน ทุนกายภาพ ทุนธรรมชาติและทุนทางสังคมให้มีความแข็งแรง รวมทั้งการพัฒนาทุนด้านใหม่ๆขึ้นมารองรับการปรับตัวของครัวเรือนยากจนในสถานการณ์ยุคปัจจุบันที่จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการทุนด้านต่างๆแบบสมัยใหม่และสร้างขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมแบบใหม่ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้