ผลของการเก็บรักษาไรน้ำนางฟ้าไทยต่อคุณค่าทางโภชนาการและปริมาณแคโรทีนอยด์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ไรน้ำนางฟ้าไทยมีศักยภาพในการใช้เป็นอาหารสัตว์น้ำทั้งในรูปมีชีวิตและแช่แข็ง การวิจัยนี้ศึกษาการเก็บรักษาไรน้ำนางฟ้าไทยตัวเต็มวัยทั้งในรูปมีชีวิตและแช่แข็งเพื่อรักษาคุณค่าทางโภชนาการและปริมาณแคโรทีนอยด์ แบ่งออกเป็น 3 การทดลองคือ การทดลองที่ 1 อิทธิพลของความหนาแน่นและการบรรจุออกซิเจนต่ออัตราการรอดตายของไรน้ำนางฟ้าไทยที่เก็บรักษาแบบมีชีวิตเพื่อการขนส่ง วางแผนการทดลองแบบสุ่มตลอด 2 ปัจจัย (5X3 Factorial in Randomized Complete Block Design) 5 ซ้ำ ปัจจัยที่ 1 ความหนาแน่นของไรน้ำนางฟ้าไทย คือ 20 40 60 80 และ 100 ตัวต่อปริมาตรน้ำ 100 มิลลิลิตร ปัจจัยที่ 2 การบรรจุไรน้ำนางฟ้า คือ ไม่มีออกซิเจน ออกซิเจนผง และ แก๊สออกซิเจน ผลการศึกษาพบว่า ระยะเวลานานขึ้นและความหนาแน่นสูงขึ้นส่งผลทำให้อัตราการรอดตายของไรน้ำนางฟ้าไทยลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) ปัจจัยของการบรรจุออกซิเจนผงและแก๊สออกซิเจนมีค่าเฉลี่ยอัตรารอดสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) เมื่อเปรียบเทียบกับไม่บรรจุออกซิเจนในทุกชั่วโมง สามารถเก็บรักษาไรน้ำนางฟ้าไทยได้ดี ภายในเวลา 6 ชั่วโมง สามารถเก็บไรน้ำนางฟ้าไทยบรรจุแก๊สออกซิแจนสูงที่สุด 100 ตัวต่อ 100 มิลลิลิตรมีอัตรารอดตายเท่ากับ 100.00?0.00 เปอร์เซ็นต์ และเก็บไรน้ำนางฟ้าไม่บรรจุออกซิเจนหรือบรรจุออกซิเจนผงได้เพียง 60 ตัวต่อปริมาตรน้ำ 100 มิลลิลิตร มีอัตราการรอดตายเท่ากับ 92.26?1.10 และ 98.58?2.03 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ การทดลองที่ 2 มี 5 ชุดการทดลองประกอบด้วย 1) น้ำกลั่น (ชุดควบคุม) 2) น้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ 3) สารละลายกลูโคส 2 เปอร์เซ็นต์ 4) Hank’s balanced salt solution (HBSS) 5) Calcium Free Hank’s balanced salt solution (Ca-F HBSS) ใช้ความเข้มข้นของสารทุกชนิด 20 เปอร์เซ็นต์ เก็บที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส เป็นระยะเวลา 30 วัน วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ มี 3 ซ้ำ พบว่า น้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ สารละลายกลูโคสความเข้มข้น 2 เปอร์เซ็นต์ และ Ca-F HBSS มีระดับโปรตีนเท่ากับ 70.54?0.25, 69.85?0.20 และ 69.95?0.32 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กับเก็บด้วยน้ำกลั่น และ HBSS มีโปรตีนเท่ากับ 68.84?0.23 และ 68.51?0.52 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ปริมาณสารแคโรทีนอยด์รวมของน้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ สารละลายกลูโคส 2 เปอร์เซ็นต์ HBSS และ Ca-F HBSS ใกล้เคียงกัน มีค่าเท่ากับ 275.62?14.62 และ 284.27?4.99 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้งตามลำดับ แต่สูงกว่าเก็บด้วยน้ำกลั่น 243.27?13.64 ไมโครกรัมต่อกรัมน้ำหนักแห้ง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) การเก็บรักษาไรน้ำนางฟ้าไทยแบบแช่แข็งโดยการใช้น้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์ และกลูโคส 2 เปอร์เซ็นต์ เป็นสารละลายที่เหมาะสมสำหรับในการเก็บรักษา ซึ่งสามารถทำให้ระดับโปรตีนและปริมาณสารแคโรทีนอยด์รวมสูงกว่าการเก็บรักษาด้วยวิธีอื่น ระดับโปรตีนของน้ำเกลือมีค่าสูงกว่ากลูโคสดังนั้นจึงเลือกใช้น้ำเกลือ 0.9 เปอร์เซ็นต์เพื่อดำเนินการต่อไปในการทดลองที่ 3 ประกอบด้วย 5 ชุดการทดลอง คือ เก็บไรน้ำนางฟ้าไทยที่อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียสเป็นระยะเวลา 3 6 9 และ 12 เดือน เปรียบเทียบกับชุดควบคุม (ไรน้ำนางฟ้าไทยสด) วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ มี 3 ซ้ำ ระยะเวลาการเก็บไรน้ำนางฟ้าไทยทำให้คุณค่าทางโภชนาการและปริมาณแคโรทีนอยด์ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p <0.05) ซึ่งโปรตีนและปริมาณสารของแคโรทีนอยด์ลดลงถึง 3.62 และ 20.16 เปอร์เซ็นต์เมื่อเก็บไรน้ำนางฟ้าไทยเป็นระยะเวลา 12 เดือน ดังนั้นจากการศึกษาดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า ภายในเวลา 6 ชั่วโมงสามารถเก็บรักษาไรน้ำนางฟ้าไทยแบบมีชีวิตด้วยแก๊สออกซิเจนได้สูงสุด 100 ตัวต่อปริมาตรน้ำ 100 มิลลิลิตร แต่ไม่บรรจุออกซิเจนหรือบรรจุออกซิเจนผงได้เพียง 60 ตัวต่อปริมาตรน้ำ 100 มิลลิลิตร หากต้องการใช้ระยะเวลาการเก็บนานขึ้นสามารถลดความหนาแน่นของไรน้ำนางฟ้าไทยลง ส่วนการเก็บรักษาไรน้ำนางฟ้าไทยแบบไม่มีชีวิตโดยวิธีแช่แข็ง สารละลายที่เหมาะสมคือ น้ำเกลือความเข้มข้น 0.9 เปอร์เซ็นต์ มีระยะเวลาในการเก็บเพียง 1 เดือน โดยไม่ทำให้คุณค่าทางโภชนาการด้านโปรตีนและปริมาณสารแคโรทินอยด์เปลี่ยนแปลง