ปริมาณสารโพลิโคซานอลและกลิ่นของผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยเกร็ดจากอ้อยสายพันธุ์ต่างๆ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
อ้อยเป็นพืขศรษฐใจที่สำคัญในอุตสาทกกรรมการมสัตน์ใหญ่หายในปรรรไทย น้ำตายร้อยก้อเป็น หนึ่งในผลิตภัณฑ์พื้นบ้านที่ได้จากอ้อยซึ่งปัจจุบันได้รับความนิยมในการบริโภคลดลง ซึ่งปัจจัยหนึ่งมาจาก ข้อจำกัดในด้านการใช้เนื่องจากผลิตภัณฑ์มีลักษณะเป็นก้อน การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยแบบเกล็ดจึง เป็นทางออกสำคัญในการลดข้อกำจัดดังกล่าว อย่างไรก็ตามความไม่บริสุทธิ์ของน้ำอ้อยที่ได้ด้านความ สะอาดที่ได้รับจากตันอ้อยโดยเฉพาะเปลือกอ้อยเป็นข้อจำกัดด้านกระบวนการผลิตที่ไม่สามารถพัฒนา น้ำตาลอ้อยแบบเกล็ดได้เนื่องจากมีผลต่อกระบวนการเกิดการตกผลึกน้ำตาล ประกอบกับเกษตรกรให้ ข้อมูลว่าพันธุ์อ้อยเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ไม่สามารถทำน้ำตาลอ้อยแบบเกล็ดโดยวิธีผลิตแบบบดั้งเดิมได้ ดังนั้นการปอกเปลือกอ้อยก่อนการหีบจะทำให้น้ำอ้อยที่ได้มีความบริสุทธิ์และละสามารถทำให้เกิดเกล็ด น้ำตาลได้หลังการให้ความร้อนและผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพเทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยที่ใช้กรรมวิธี ในการผลิตแบบเดิมของชุมชน งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาน้ำตาลอ้อยแบบเกล็ดโดยใช้วิธีการที่ง่าย ไม่ซับซ้อนโดยยังคงกรรมวิธีในการผลิตแบบเดิมของชุมชนไว้และเปรียบเทียบพันธุ์อ้อยที่ใช้ใช้ในการทดลอง ได้แก่ พันธุ์สุพรรณบุรี 50 ขอนแก่น 3 อู่ทอง 12 และ LK-92 11 ตลอดจนศึกษาปริมาณสารโพลิโคชานอล ศึกษากลิ่น สมบัติทางเคมีกายภาพและกิจกรรมต้านอนุมูลอิสระของผลิตภัณฑ์ที่ได้ ผลการทดลองพบว่า อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ให้ร้อยละผลผลิตผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยเกล็ดมากที่สุดคือร้อยละ 28.8 ค่าสี ผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยเกล็ดที่ผลิผลิตจากอ้อยโดยวิธีปอกเปลือกอ้อยมีค่าสีในช่วง 2292-5285 IU การปอก เปลือกอ้อยทำให้ปริมำณสำรเภสัชกรรมลดลง น้ำอ้อยจำกอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 มีค่ำควำมหวำนซึ่งแสดง ในรูปปริมาณของแข็งที่ละลายมากที่สุด คือ 21.0 "B และมีปริมาณน้ำตาลสูงที่สุดคือ 23.14 กรัมต่อ 100 กรัม สำหรับการศึกษาในระดับห้องปฏิบัติซึ่งพัฒนาการกระบวนการการทำใสน้ำอ้อยดิบด้วยด้วยแคลเซียม ออกไซด์ (CaO) โดยปรับพีเอชน้ำอ้อยที่ 7 ของน้ำอ้อย 4 สายพันธุ์ คือ LK 92-11 ชอนแก่น 3 อู่ทอง 12 และสุพรรณบุรี 50 เพื่อพัฒนาน้ำตาลอ้อยก้อน พบว่าค่าสีของผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยจากอ้อยทั้งสี่สายพันธุ์ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p 50.05) โดยผลิตภัณฑ์น้ำอ้อยก้อนจากน้ำอ้อยพันธุ์ สุพรรณบุรี 50 มีคำสีอ่อนที่สุด คือ 2100 10 1บ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์น้ำอ้อยก้อนที่ได้จากอ้อยพันธุ์ LK 92-11 มีค่าสีสูงที่สุด คือ 6533 เบ ผลิตภัณฑ์น้ำอ้อยก้อนที่ได้จากอ้อยพันธุ์ LK 92-11 มีปริมาณสารฟินอลิค และฟลาโวนอยด์ทั้งหมดสูงที่สุด (1,124 mg GAE/100 g dw และ 143.82 mg RUE E/100 g dw ตามลำดับ) โพลิโคซานอลชนิด oxtacosanol (C28) พบมากที่สุดในผลิตภัณฑ์น้ำอ้อยก้อนทั้ง 4 4 สายพันธุ์ (0.97-1.54 และ mg/100 g ตามลำดับ) และผลิตภัณฑ์น้ำอ้อยก้อนจากอ้อยพันธุ์ LK92-11 มีปริมริมาณโพลิ โคซานอลทั้งหมด (total policosanol) สูงที่สุด (4.13 me/100 g) ในขณะที่ผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้ออ้อ้อยจาก อ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 มีปริมาณโพลิโคชานอลทั้งหมดต่ำที่สุด (2.41 mg/100 g) สำหรับการศึกษาใน ระดับการผลิตน้ำตาลอ้อยระดับชุมชนที่ปริมาณน้ำอ้อย 60 ลิตร ให้ความร้อนเป็นเวลา 1.30 ชั่วโมงพบว่า ผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยที่ได้จากอ้อยพันธุ์ LK92-1111 ให้ค่าสีเข้มที่สุดโดยให้ค่าสีของผลิตภัณฑ์มากที่สุด (22700 IU) และพันธุ์สุพรรณบุรี 50 ให้ค่าสีต่ำที่สุด (13500 IU) ผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยจากอ้อยพันพันธุ์ KK 3 ให้ค่าปริมาณฟิโนลิกทั้งหมดสูงที่สุด (206.33 mg GAE/100 g) ลองลงมาได้แก่อ้อยพันธุ์ LK92-11 (166.62 mg GAE/100 g) ผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยจากอ้อยพันธุ์สุพรรณบุรี 50 มีปริมาณโพลิโคซานอลสูงสุงสุด (11.14 mg/100g) ลองลงมาคือผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยจากอ้อยพันธุ์ LK92-11 (8.68 mg/100g) ผลิตภัตภัณฑ์ น้ำตาลอ้อยที่ผลิตจากอ้อยพันธุ์ขอนแก่น 3 ให้ค่าปริมาณกลิ่นสูงสุด (total identifed) คือ 51.62 ppb ลองลงมาคือผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยจากอ้อยพันธุ์ สุพรรณบุรี 50 คือ 88.86 ppb สารระเหยที่พบใน ผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยที่พบในผลิตภัตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยจากอ้อยทั้งสี่สายพันธุ์มีทั้งหมด 26 ชนิด และกลิ่นหรือ สารระเหยที่พบในผลิตภัณฑ์น้ำตาลอ้อยที่พบมาก คือ 2,5-dimethy(pyrazine 2,6-dimehty(pyrazine methylpyrazine war 2-thiapropane