Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2561

การศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อภาวะเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย

ปนันดา จันทร์สุกรี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2561

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

ในสังคมทั่วโลกทั้งในอดีตและปัจจุบัน ภาคการเกษตรถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของสังคมที่ช่วยสร้าง อารยธรรม ความมั่นคง ตลอดจนเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมจนเป็นที่ปรากฏได้ถึงทุกวันนี้ สำหรับประเทศกาลังพัฒนารวมทั้งประเทศไทยนั้น ภาคการเกษตรมีความสำคัญต่อประเทศอย่างยิ่งในทุกๆ ด้าน เนื่องจากการเกษตรเป็นปัจจัยพื้นฐานของความอยู่รอด อย่างไรก็ตามปัญหาที่สำคัญและมีผลกระทบมากที่สุดต่อภาคการเกษตรในทุกประเทศก็คือ สภาวะโลกร้อน (Global Warming) และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งนับวันก็ยิ่งส่งผลกระทบที่รุนแรงมากขึ้นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในช่วงตั้งแต่ 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น ส่งผลกระทบเชิงลบโดยตรงต่อรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรจากการที่ผลผลิตทางการเกษตรมีแนวโน้มที่จะลดลงในอนาคตอันใกล้นี้จากความรุนแรงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงมุ่งที่จะศึกษาผลกระทบของพหุปัจจัย (Multi Factors) ที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย วัตถุประสงค์ของการวิจัยครั้งนี้ คือ เพื่อศึกษาภาวะเศรษฐกิจของเกษตรกรไทย (รายได้ รายจ่ายในภาคการเกษตร การออม และหนี้สิน) ทั้งในภาพรวม จาแนกตามภูมิภาค และจาแนกตามประเภทกลุ่มเกษตรกร และเพื่อศึกษาผลกระทบของปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ปัจจัยทางสถาบัน และปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีต่อภาวะเศรษฐกิจ (รายได้ รายจ่ายในภาคการเกษตร การออม และหนี้สิน)ของเกษตรกรไทย ประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้ถือครองทาการเกษตร (เพาะปลูกพืช)ทั่วราชอาณาจักร จานวนทั้งสิ้น 4,528,233 คน โดยคณะผู้วิจัยได้คานวณขนาดตัวอย่างตามระเบียบวิธีทางสถิติ ได้จานวนกลุ่มตัวอย่าง 2,805 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่แบบสอบถามผลการสารวจข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชายมีอายุ 41-50 ปี รองลงมา คือ 51-60 ปี และ 61 ปีขึ้นไป ตามลาดับ โดยส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส/อยู่ด้วยกัน ประเภททาการเกษตรหลัก (พิจารณาจากรายได้) คือ ทานา รองลงมา คือ ทาไร่และทาสวน ตามลาดับและส่วนใหญ่ไม่มีการทาเกษตรรอง เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่มีการทาเกษตรรอง ส่วนใหญ่ทาเกษตรรองเพียงประเภทเดียว โดยทานามากที่สุด รองลงมา คือ ทาสวนและทาไร่ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันผลการสารวจปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีสมาชิกในครอบครัวที่อาศัยอยู่ด้วยกันในปัจจุบันจานวน 4 คน ไม่มีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นเด็ก (อายุ 0-14 ปี) อาศัยอยู่ด้วยมีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นวัยทางาน (อายุ 15-59 ปี) อาศัยอยู่ด้วยจานวน 3 คน ไม่มีสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป) อาศัยอยู่ด้วย กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีแรงงานในภาคเกษตร (รวมผู้ตอบแบบสอบถาม) จานวน 2 คน และมีสมาชิกในครอบครัวที่มีภาวะพึ่งพิงสูง (เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้) เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่มีสมาชิกในครอบครัวที่มีภาวะพึ่งพิงสูง ส่วนใหญ่มีสมาชิกในครอบครัวที่มีภาวะพึ่งพิงสูงจานวน 1 คน สาหรับระดับการศึกษานั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา รองลงมา คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตามลาดับ สมาชิกในครอบครัวของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) รองลงมา คือ ระดับปริญญาตรี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการทาการเกษตร 11-20 ปี และ 21-30 ปี กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการเตรียม/ปรับปรุงดินสาหรับการเพาะปลูก ได้แก่ การแก้ปัญหาสภาพของดิน การคัดเลือกพันธุ์ที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นการปรับเปลี่ยนการใส่ปุ๋ยเพื่อให้ผลผลิตสูงขึ้น การปรับเปลี่ยนวิธีการกาจัดวัชพืช/ศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการปรับปรุงการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่มีประสิทธิภาพขึ้น อย่างไรก็ตาม กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่มีการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อพัฒนาผลผลิต กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีพื้นที่การเกษตรทั้งหมด 11-20 ไร่ โดยเป็นพื้นที่การเกษตรของตัวเอง สาหรับพื้นที่การเกษตรที่เช่าจากผู้อื่นมีจานวน 1-10 ไร่ มากที่สุด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มต่างๆ ในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร โดยเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์มากที่สุด รองลงมาคือ วิสาหกิจชุมชน และสมัชชาเกษตรกร ตามลาดับ ในขณะที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มต่างๆในท้องถิ่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเกษตร เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มต่างๆ ในท้องถิ่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเกษตรนั้น ส่วนใหญ่เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มคณะกรรมการ (เช่น คณะกรรมการหมู่บ้านคณะกรรมการบริหารกองทุนหมู่บ้าน คณะกรรมการจัดงานประเพณีชุมชน) รองลงมา คือ สมาคม และกลุ่ม/ชมรม (เช่น กลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และชมรมผู้สูงอายุ)ผลการสารวจปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ พบว่า เมื่อพิจารณาปริมาณผลผลิตในปีพ.ศ. 2559 เปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2558 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีปริมาณผลผลิตคงที่ โดยในปี พ.ศ. 2559กลุ่มตัวอย่างได้ผลผลิตจากการทานาโดยเฉลี่ย 7,180.97 บาทต่อไร่ ได้ผลผลิตจากการทาไร่โดยเฉลี่ย7,589.73 บาทต่อไร่ และได้ผลผลิตจากการทาสวนโดยเฉลี่ย 20,949.21 บาทต่อไร่ ส่วนใหญ่มีการนาเครื่องมือกสิกรรมและเครื่องมือที่ใช้น้ามันมาช่วยในกระบวนการผลิต แต่ไม่ได้ใช้เครื่องมือที่ใช้แรงงานธรรมชาติและเครื่องมือที่ใช้แรงงานสัตว์มาช่วยในกระบวนการผลิต นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ได้นาเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาช่วยในกระบวนการผลิตด้านการเกษตร โดยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่กลุ่มตัวอย่างนามาใช้มากที่สุด คือ ระบบการเกษตรแบบแม่นยา โดยอาศัยเทคโนโลยีและการบริหารจัดการการเกษตรเข้ามาช่วยควบคุมปัจจัยการผลิตให้ถูกที่ถูกเวลา รองลงมา คือ การตรวจวิเคราะห์ดิน เพื่อการให้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับสภาพแต่ละพื้นที่ และการปรับปรุงพันธุ์พืช/เพาะปลูกพืชที่มีการดัดแปลงพันธุกรรม ตามลาดับนอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้วิธีการและเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาความเสี่ยงด้านสภาพอากาศที่มีผลกระทบต่อผลผลิต โดยวิธีการและเครื่องมือที่กลุ่มตัวอย่างนามาใช้มากที่สุด คือ การจัดหาแหล่งน้าจากภายนอกพื้นที่ รองลงมา คือ การปรับปรุงดินและให้ธาตุอาหารที่เหมาะสมแก่พืชเพื่อลดความเ สียหายของผลผลิต ผลการสารวจปัจจัยทางสถาบัน พบว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้รับความ ช่วยเหลือจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รองลงมา คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร สาหรับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย สานักงานพัฒนาการวิจัยการ เกษตร สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง และกระทรวงกลาโหม นั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ได้รับความช่วยเหลือในการทาการเกษตร เมื่อสารวจเกี่ยวกับการได้รับความช่วยเหลือในการทาการเกษตรจากหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้รับความช่วยเหลือจากสานักงานเกษตรอาเภอมากที่สุด รองลงมา คือ กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ตามลาดับ สาหรับการได้รับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการเกษตร พบว่า กลุ่มตัวอย่างได้รับประโยชน์จากมาตรการด้านการสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพและรายได้ในระดับต่า และได้รับประโยชน์ในระดับปานกลางจากมาตรการด้านอื่นๆ ได้แก่ การสร้างองค์ความรู้ให้กับเกษตรกร การสร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับครัวเรือนและชุมชน และการสร้างขีดความสามารถให้กับเกษตรกรและชุมชนในการรับมือกับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนผลการสารวจปัจจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบว่า ในปี พ.ศ. 2558 และ พ.ศ. 2559กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง น้าท่วม การแพร่กระจายของวัชพืช แมลงศัตรูพืช และโรคพืช โดยได้รับผลกระทบจากไฟป่าและดินถล่ม ในระดับน้อยที่สุดผลการสารวจด้านภาวะเศรษฐกิจ พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่หารายได้จากผลิตผลเกษตรกรรมที่เป็นสินค้าไม่แปรรูปจากการขายส่ง และไม่มีการหารายได้จากผลิตผลเกษตรกรรมที่เป็นสินค้าแปรรูปในปี พ.ศ. 2559 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีกาไร รองลงมา คือ เท่าทุน และขาดทุน ตามลาดับ เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2558 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้ลดลงหลังจากหักค่าใช้จ่ายในการผลิต สาหรับรายจ่ายในภาคการเกษตร พบว่า เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2558 ในปี พ.ศ. 2559 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายเท่าเดิมในส่วนของค่าแรงงาน ค่าเมล็ดพันธุ์พืช ค่าปุ๋ยคอก และค่าเช่าเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ทางการเกษตรในขณะที่รายจ่ายในส่วนของค่าปุ๋ยเคมี ค่าสารกาจัดวัชพืชและศัตรูพืช และค่าสาธารณูปโภค (น้ามันเชื้อเพลิงและไฟฟ้า) เพิ่มขึ้น แต่เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายผันแปรโดยรวม พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีค่าใช้จ่ายผันแปรโดยรวมเพิ่มขึ้น สาหรับค่าใช้จ่ายคงที่ในปี พ.ศ. 2559 เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2558 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายคงที่โดยรวมเท่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นค่าซื้อเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ทางการเกษตรแต่ส่วนใหญ่ไม่มีรายจ่ายที่เป็นค่าเช่าที่ดิน ค่าเทคโนโลยี เช่น ระบบให้น้า และระบบเตือนภัยโรคและแมลงดังนั้นในปี พ.ศ. 2559 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่จึงมีค่าใช้จ่ายผันแปรในสัดส่วนที่มากกว่าค่าใช้จ่ายคงที่ด้านการออม พบว่า ในปี พ.ศ. 2559 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอสาหรับการออม เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2558 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการออมเท่าเดิม ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสาคัญต่อการออมของกลุ่มตัวอย่าง คือ มีหนี้สินสะสม มีรายได้ไม่เพียงพอ และค่าใช้จ่ายสูง ด้านหนี้สิน พบว่าในปี พ.ศ. 2559 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการกู้ยืมเงิน โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารกาจัดศัตรูพืช และอื่นๆ มากที่สุด รองลงมา คือ เพื่อซื้อเครื่องมือ เครื่องจักร และอุปกรณ์ทางการเกษตร ส่วนวัตถุประสงค์ในการกู้ยืมที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรจะเป็นการกู้ยืมเพื่อการศึกษาบุตรมากที่สุด รองลงมา คือ กู้ยืมเพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับยานพาหนะ และการดูแลสุขภาพและการรักษาโรค ตามลาดับ เมื่อเปรียบเทียบกับจ ปี พ.ศ. 2558 ในปี พ.ศ. 2559 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีการกู้ยืมเงินเท่าเดิม โดยเป็นการกู้ยืมเงินผ่านธนาคาร/สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และส่วนใหญ่คาดว่าจะสามารถคืนเงินที่กู้ยืมมาภายในระยะเวลาที่กาหนดได้ผลการสารวจภาวะเศรษฐกิจจาแนกตามภูมิภาค พบว่า เมื่อพิจารณารายได้หลังหักค่าใช้จ่าย กลุ่มตัวอย่างที่ทาการเกษตรในภาคเหนือส่วนใหญ่ขาดทุน กลุ่มตัวอย่างที่ทาการเกษตรในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่เท่าทุน ในขณะที่กลุ่มตัวอย่างที่ทาการเกษตรในภาคกลางและภาคใต้ส่วนใหญ่ได้กาไร สาหรับค่าใช้จ่ายผันแปรโดยรวม พบว่า ในปี พ.ศ. 2559 กลุ่มตัวอย่างที่ทาการเกษตรในภาคเหนือภาคกลาง และภาคใต้ส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายผันแปรโดยรวมเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. 2558 แต่กลุ่มตัวอย่างที่ทาการเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายผันแปรโดยรวมเท่าเดิม นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ในทุกภูมิภาคมีค่าใช้จ่ายผันแปรมากกว่าค่าใช้จ่ายคงที่ สาหรับด้านการออม พบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ทาการเกษตรในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ส่วนใหญ่มีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอสาหรับการออม ยกเว้นกลุ่มตัวอย่างที่ทาการเกษตรในภาคกลางที่ส่วนใหญ่มีรายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายเพียงพอสาหรับการออม นอกจากนี้กลุ่มตัวอย่างที่ทาการเกษตรส่วนใหญ่ในทุกภูมิภาคมีการกู้ยืมเงินโดยกลุ่มตัวอย่างที่ทาการเกษตรในภาคเหนือมีการกู้ยืมเงินมากที่สุด รองลงมา คือ ภาคกลางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ตามลาดับ ผลการสารวจภาวะเศรษฐกิจจาแนกตามประเภทกลุ่มเกษตรกร พบว่า เมื่อพิจารณารายได้หลังหัก ค่าใช้จ่าย กลุ่มเกษตรกรทานาส่วนใหญ่เท่าทุน ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรทาไร่และทาสวนส่ว นใหญ่มีกาไรสาหรับค่าใช้จ่ายผันแปรโดยรวมนั้น ทั้งกลุ่มเกษตรกรทานา ทาไร่ และทาสวนส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายผันแปรโดยรวมเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาค่าใช้จ่ายทั้งหมดในภาคการเกษตร พบว่า กลุ่มเกษตรกรทานา ทาไร่ และทำสวนส่วนใหญ่มีค่าใช้จ่ายผันแปรมากกว่าค่าใช้จ่ายคงที่ ด้านการออม พบว่า กลุ่มเกษตรกรทุกประเภทมีรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอสาหรับการออมและมีการกู้ยืมเงิน ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อภาวะเศรษฐกิจของเกษตรกร พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อรายได้ หลังจากหักค่าใช้จ่ายของเกษตรกร ได้แก่ เพศ ประเภททาการเกษตรหลัก จานวนสมาชิกที่มีภาวะพึ่งพิง ปริมาณผลผลิตในปี พ.ศ. 2559 เทียบกับปี พ.ศ. 2558 การเปลี่ยนแปลงผลกระทบจากการแพร่กระจายของวัชพืช แมลงศัตรูพืช และโรคพืช และการเปลี่ยนแปลงผลกระทบจากดินถล่ม ทั้งนี้ปัจจัยทั้งหมดสามารถอธิบายความผันแปรของรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของเกษตรกรได้ร้อยละ 37.6 (R-square = 0.376)โดยแบบจาลองดังกล่าวสามารถทานายรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายของเกษตรกร (มีกาไร/ไม่มีกาไร) ได้ถูกต้องร้อยละ 74.7ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อรายจ่ายผันแปรของเกษตรกร ได้แก่ จานวนสมาชิกในครอบครัวที่เป็นผู้สูงอายุจานวนพื้นที่การเกษตรที่เป็นของตัวเอง การเปลี่ยนแปลงผลกระทบจากภัยแล้ง และการเปลี่ยนแปลงผลกระทบจากน้าท่วม ทั้งนี้ปัจจัยทั้งหมดสามารถอธิบายความผันแปรของรายจ่ายผันแปรของเกษตรกรได้ร้อยละ 16.6 (R-square = 0.166) โดยแบบจาลองดังกล่าวสามารถทานายรายจ่ายผันแปรของเกษตรกร (มีกาไร/ไม่มีกาไร) ได้ถูกต้องร้อยละ 57.9ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อรายจ่ายคงที่ของเกษตรกร ได้แก่ ประเภททาการเกษตรหลัก จานวนสมาชิกในครอบครัว จานวนพื้นที่การเกษตรที่เช่าจากผู้อื่น การเปลี่ยนแปลงผลกระทบจากภัยแล้ง และการเปลี่ยนแปลงผลกระทบจากน้าท่วม ทั้งนี้ปัจจัยทั้งหมดสามารถอธิบายความผันแปรของรายจ่ายคงที่ของเกษตรกรได้ร้อยละ14.6 (R-square = 0.146) โดยแบบจาลองดังกล่าวสามารถทานายรายจ่ายคงที่ของเกษตรกร (มีกาไร/ไม่มีกาไร) ได้ถูกต้องร้อยละ 69.4ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออมของเกษตรกร ได้แก่ รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่าย จานวนพื้นที่การเกษตรที่เช่าจากผู้อื่น การสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกร และการเปลี่ยนแปลงผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้งนี้ปัจจัยทั้งหมดสามารถอธิบายความผันแปรของการออมของเกษตรกรได้ร้อยละ 26.7 (R-square = 0.267) โดยแบบจาลองดังกล่าวสามารถทานายการออมของเกษตรกรได้ถูกต้องร้อยละ 73.3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อหนี้สินของเกษตรกร ได้แก่ ประสบการณ์การทาเกษตร การได้รับประโยชน์จาก มาตรการภาครัฐด้านการสร้างความมั่นคงในการประกอบอาชีพและรายได้ การได้รับความช่วยเหลือในการทำการเกษตรจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และการได้รับความช่วยเหลือในการทาการเกษตรจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ทั้งนี้ปัจจัยทั้งหมดสามารถอธิบายความผันแปรของหนี้สินของเกษตรกรได้ร้อยละ 5.0 (R-square = 0.05) โดยแบบจาลองดังกล่าวสามารถทานายหนี้สินของเกษตรกรได้ถูกต้องร้อยละ 68.8

คำสำคัญ

Climate changeเกษตรกรagricultureการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเกษตรกรรมeconomic conditionsภาคการเกษตรAgricultural Sectoragriculturalistsภาวะเศรษฐกิจ

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ผลกระทบของปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม สถาบัน และการเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศต่อรายได้และรายจ่ายในภาคการเกษตรของเกษตรกรไทย

ปนันดา จันทร์สุกรี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. 2561

การรับรู้และการปรับตัวของเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย

ปุณยาพร ปรางบาง มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2562

การประเมินผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศโลกต่อการผลิตข้าวในประเทศไทย

สมพร อิศวิลานนท์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2552

Factors Influencing Farmers’ Adaptation Strategies to Climate Change in Bophloi District, Kanchanaburi Province, Thailand

มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2562

ผลการเพิ่มของคาร์บอนไดออกไซด์และสภาวะเครียดแล้งที่มีต่อการสังเคราะห์ด้วยแสงและผลผลิตของข้าว

ฤทัยรัตน์ โพธิ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ พ.ศ. 2559

การสร้างสภาวการณ์โลกร้อนในพื้นที่ไร่ถั่วเหลืองเพื่อประเมินผลกระทบ ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพสารอาหาร และ การเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรม ของถั่วเหลืองพันธุ์สำคัญของประเทศไทย

กณิตา ธนเจริญชณภาส มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2554

การสร้างสภาวการณ์โลกร้อนในพื้นที่ไร่ถั่วเหลืองเพื่อประเมินผลกระทบที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงคุณภาพสารอาหาร และ การเปลี่ยนแปลงในระดับพันธุกรรมของถั่วเหลืองพันธุ์สำคัญของประเทศไทย

กณิตา ธนเจริญชณภาส คณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร พ.ศ. 2554

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทย

จักรกฤช แสงกรกฎ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2564

โครงการ การลดขนาดแบบจำลองภูมิอากาศโลกเพื่อการศึกษาผลกระทบการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่อการผลิตข้าวของประเทศไทย

จิรสรณ์ สันติสิริสมบูรณ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2558

ศักยภาพของการจัดการระบบนิเวศป่าไม้แบบวนเกษตรหลากหลายรูปแบบต่อวัฏจักรชีวเคมีธรณีเพื่อระบุถึงความสมบูรณ์และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนของประเทศไทย

ชาติทนง โพธิ์ดง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ พ.ศ. 2565