การศึกษาและคาดการณ์เชิงพื้นที่สำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจในอนาคตภายใต้สภาวะภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยทางภูมิอากาศ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงระดับความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย ในสภาวะที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะภัยแล้งและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย โดยการสร้างแบบจำลองการกระจายตัวของพืชพันธุ์ ด้วยเทคนิคทางสถิติเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้านภูมิอากาศกับพื้นที่ปลูกพืชในช่วงอดีตที่ผ่านมา ผลจากการประเมินประสิทธิภาพของแบบจำลองพบว่าแบบจำลองป่าสุ่ม ให้ค่าทดสอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเทียบกับแบบจำลองอื่นๆ โดยมีค่า ROC curves อยู่ในช่วงร้อยละ 0.92 – 0.95 และ TSS มีค่า ช่วงร้อยละ 0.78 – 0.85 โดยตัวแปรแบบจำลองข้อมูลสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการสร้างแบบจำลองโดยรวมของพืชทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ Bio2, Bio8, Bio10, Bio12, Bio13, Bio14, Bio15, Bio17, Bio18 และ Bio19 ผลจากการศึกษาการคาดการณ์ความเปลี่ยนแปลงระดับความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกพืช ในอนาคต พบว่าพื้นที่ที่มีระดับความเหมาะสมเพาะปลูกพืชมากกว่าร้อยละ 50 ช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2583 มีพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมดประมาณ 240,970.52 ตร.กม. พื้นที่เพาะปลูกอ้อยทั้งหมดประมาณ 39,063.60 ตร.กม. พื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลังทั้งหมดประมาณ 5,498.83 ตร.กม. พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดทั้งหมดประมาณ 93,294.44 ตร.กม. มีแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ลดลงเฉลี่ยร้อยละ -5.06, -7.85, -7.10 และ 1.01 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับผลคาดการณ์ในอนาคตของช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2643 และจากผลการศึกษาพบว่า พื้นที่ที่มีแนวโน้มความเหมาะสมเพาะปลูกพืชมากกว่าร้อยละ 50 พบมากในบริเวณภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝั่งด้านตะวันตก ในขณะที่พื้นที่ที่มีแนวโน้มความเหมาะสมเพาะปลูกในระดับต่ำพบมากในบริเวณภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฝั่งด้านตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความแปรปรวนของปริมาณน้ำฝน รวมถึงการที่พืชได้รับปริมาณน้ำฝนที่สูงเกินความต้องการ โดยมีปริมาณน้ำฝนรายปีอยู่ในช่วง 1,500 – 4,500 มม. โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ และภาคตะวันออกตอนล่าง โดยการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนส่งผลกระทบโดยตรงต่อพื้นที่การเกษตร ซึ่งอาจมีความแตกต่างกันตามความอ่อนไหวของพืชแต่ละชนิดที่มีผลต่อสภาพอากาศที่พืชนั้นๆ จะทนทานหรือสามารถเติบโตได้