การประเมินและการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวไร่ที่เหมาะสมต่อพื้นที่ปลูก เขตนาน้ำฝนในภาคตะวันออกของไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การประเมินและการคัดเลือกสายพันธุ์ข้าวไร่ที่เหมาะสมต่อพื้นที่ปลูกเขตนาน้ำฝนในภาคตะวันออกของไทย ศึกษาที่แปลงวิจัยพืชศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ระหว่างวันที่ 20 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 29 มีนาคม 2561 วางแผนการทดลองแบบสุ่มในบล็อคสมบูรณ์ (Randomized Complete Block Design, RCBD) จำนวน 2 การทดลอง ทำ 3 ซ้ำ ซึ่งประกอบด้วยสายพันธุ์ข้าว 14 สายพันธุ์ เป็นสิ่งทดลองได้แก่ RMUTTO2012-01, RMUTTO 2012-02, RMUTTO 2012-03, RMUTTO 2012-04, RMUTTO 2012-05, RMUTTO 2012-06, RMUTTO 2012-07, RMUTTO 2012-08, RMUTTO 2012-09, RMUTTO 2012-10, เจ้าลีซอ, เจ้าฮ่อ, NRM 7 และNRM 5 ผลการวิจัยการเจริญเติบโตและผลผลิตของข้าวไร่ทั้ง 14 สายพันธุ์ พบว่าสายพันธุ์ข้าวไร่ที่มีองค์ประกอบของผลผลิตที่ดี ได้แก่ จำนวนต้นต่อกอ จำนวนรวงต่อกอ น้ำหนักรวง จำนวนเมล็ดต่อรวง และน้ำหนัก 100 เมล็ด องค์ประกอบของผลผลิตดังกล่าวจะทำให้ได้ผลผลิตต่อไร่ของข้าวสูงขึ้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายพันธุ์ RMUTTO 2012-08 ให้ผลผลิตสูงสุดคือ 603.02 กิโลกรัมต่อไร่ รองลงมาได้แก่ RMUTTO 2012-03, RMUTTO 2012-01 และ RMUTTO 2012-09 ให้ผลผลิตต่อไร่ เท่ากับ 594.49, 585.95 และ 580.26 กิโลกรัมต่อไร่ ตามลำดับ ซึ่งจะให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เปรียบเทียบทั้งพันธุ์เจ้าลีซอ เจ้าฮ่อ NRM 5 และ NRM 7 และนอกจากนี้ยังพบว่าสายพันธุ์ข้าวกลุ่มนี้สามารถปรับตัวได้ดีในสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนสูงเช่น ภาวะฝนทิ้งช่วง สภาพน้ำท่วมขัง ดังนั้นจึงควรปลูกทดสอบพันธุ์ ในสภาพไร่นาของเกษตรกร เพื่อประเมินและคัดเลือกพันธุ์ข้าวไร่ที่เหมาะสมในเขตพื้นที่อาศัยน้ำฝนในภาคตะวันออกของประเทศไทยต่อไป