โครงการวิจัยการศึกษาผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัยทาขึ้นเพื่อศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อการผลิตพืชไร่และพืชทดแทนพลังงาน ส่วนใหญ่พบว่าพืชให้ผลผลิตลดลง สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป คือ อุณหภูมิที่สูงขึ้น ความแห้งแล้งหรือฝนทิ้งช่วง โดยเฉพาะในฤดูฝน ฝนที่ตกมากเกินไปในช่วงที่พืชไม่ต้องการ การเริ่มต้น และการสิ้นสุดของฤดูฝนมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ส่งผลให้ฤดูปลูกและพื้นที่ปลูกพืชไร่เปลี่ยนไปจากเดิม ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องนับวันจะรุนแรงมากขึ้น คาดการณ์ได้ยากขึ้น จึงทาการศึกษาการตอบสนองของพืชไร่ในสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และในสภาพไร่เกษตรกร ด้านเทคโนโลยีการผลิต การระบาด และการจัดการศัตรูพืช (แมลงศัตรู โรคพืช และวัชพืช) คุณภาพผลผลิต การวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง การประเมินวัฏจักรชีวิตเพื่อศึกษาผลกระทบจากการปลูกพืชต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และศึกษาหาเทคโนโลยีการผลิตที่ช่วยในการปรับตัว รวมทั้งบรรเทาสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้มีเป้าหมายว่าจะได้ข้อมูลเป็นแนวทางประกอบการพิจารณาปรับเทคโนโลยีการผลิตพืชไร่ให้เหมาะสม วิธีการดาเนินการประกอบด้วยการสารวจ เก็บตัวอย่าง สัมภาษณ์เกษตรกรในไร่นาที่เป็นเขตปลูกพืชไร่เศรษฐกิจสาคัญ ให้ได้ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีการผลิตพืชของเกษตรกร ศัตรูพืช สภาพภูมิอากาศ (ทั้งข้อมูลมือหนึ่ง และข้อมูลมือสอง) นามาวิเคราะห์หาสาเหตุ และแนวทางแก้ปัญหา ในกิจกรรมวิจัยที่ 1 ซึ่งศึกษาในถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวโพดหวาน และงา ส่วนกิจกรรมที่ 2 เป็นการหาวิธีการปรับตัวของการปลูกพืชต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทาในศูนย์วิจัย ได้แก่ การศึกษาช่วงปลูกที่เหมาะสม และการทนต่อการขาดน้าของข้าวโพดหวาน และงา และการระบาดของโรคมันสาปะหลังช่วงต่าง ๆของปี และในกิจกรรมที่ 3 เป็นการศึกษาการใช้ดินขาวเกาลิน ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติ พ่นบนต้นมันสาปะหลัง เพื่อการป้องกันโรคและแมลงศัตรู รวมทั้งความเป็นไปได้ในการเพิ่มผลผลิต ผลการศึกษา พบว่า การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีการผลิตของเกษตรกร ได้แก่ ช่วงปลูกในฤดูฝนของถั่วเขียว จะปลูกก่อนเก็บเกี่ยวข้าวโพดที่ปลูกก่อน เพื่อใช้ความชื้นในดิน หลังการปลูกจะทาการคราดกลบเมล็ดที่หยอดไว้เพื่อรักษาความชื้น ซึ่งเป็นวิธีการที่เกษตรกรไม่ได้ทามาก่อน การปลูกงาในสภาพก่อนนาจะปลูกในเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเคยมีฝนหล่อเลี้ยงพอให้โตได้ แต่ปัจจุบันมักไม่มีฝนตกทาให้เมล็ดงาที่ปลูกไม่งอก พื้นที่ปลูกงาจึงลดลง หรือในบางเขตปลูก เช่น ภาคกลาง เลื่อนการปลูกออกไปเป็นเดือนมีนาคม แมลงศัตรูมีการระบาดมากขึ้นในช่วงที่แล้งหรือฝนทิ้งช่วง ทาให้เกษตรกรต้องใช้สารเคมีกาจัดหลายชนิด และบ่อยครั้งขึ้น หรือเข้มข้นขึ้น แมลงศัตรูที่พบระบาด มีทั้งที่เป็นแมลงศัตรูหลัก (key pests) ของพืชนั้น ๆ และไม่ใช่แมลงศัตรูหลัก เช่นในถั่วเหลือง พบการทาลายของแมลงหวี่ขาว (เป็น key pests) หนอนกระทู้ผัก และหนอนม้วนใบ ในช่วงอากาศแห้งแล้ง ทั้งในฤดูฝน และฤดูแล้ง ซึ่งอาจทาให้มีคาแนะนาการป้องกันกาจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น แมลงศัตรูบางชนิดเคยทาลายที่ระยะกล้าระยะเดียว แต่ปัจจุบันตรวจพบการทาลายในระยะติดดอกด้วย เช่น หนอนแมลงวันเจาะลาต้นในถั่วเหลือง ด้านโรคพืช พบว่า สภาพภูมิอากาศบางช่วงมีความเหมาะสมกับการเป็นโรคสาคัญในระดับเกษตรกร โดยพบเป็นหลายโรค เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในช่วงฝนตกหนักติดต่อกัน พบโรคใบจุด โรคจุดสีน้าตาล โรคกาบและใบไหม้อย่างรุนแรง แต่ในช่วงที่มีอุณหภูมิสูง โรคสาคัญเช่น โรคราสนิม และโรคใบไหม้แผลใหญ่จะพบระบาดน้อย แม้จะไม่กระทบกระเทือนผลผลิตข้าวโพดมากนัก การศึกษานี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถปรับการป้องกันโรคได้โดยการใช้และผลิตพันธุ์ต้านทานโรคต่าง ๆให้ดีขึ้น ในพืชงา พบว่ามีการระบาดของโรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อรา Curvularia sp. ซึ่งไม่เคยเข้าทาลายงามาก่อน โดยพบในสFigureมีอุณหภูมิระหว่าง 23–37 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ 73-89% ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ส่วนการระบาดของวัชพืชในพืชไร่ ยังไม่เห็นชัดว่ามีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือไม่ พบการระบาดของวัชพืชใบแคบ ใบกว้าง และกก มากน้อยตามสภาพพื้นที่ ความชื้นดินในฤดูปลูก และการป้องกันกาจัดในระยะสาคัญของเกษตรกร แต่ถ้าแยกเป็นวัชพืชประเภท C3 และ C4 พบว่า ประเภท C4 พบมากกว่า (ในสภาพความเข้มข้นของ CO2 สูงขึ้น พืช C4 จะเจริญเติบโตได้ดีกว่าพืช C3) สาหรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในการปลูกพืชไร่ พบว่า ช่วงปลูกที่เหมาะสมสาหรับข้าวโพดหวานในฤดูแล้ง คือ กลางเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ หากข้าวโพดหวานขาดน้าในช่วงอายุ 14-35 วัน การใส่ปุ๋ย N หรือ N+P เมื่ออายุ 37 วันหลังงอกซึ่งเป็นระยะฟื้นตัว จะให้ผลผลิตได้คุ้มค่ากับการลงทุน ช่วงปลูกงาฤดูแล้งที่เหมาะสม อยู่ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงปลายเดือนมีนาคม (ผลผลิต 94-103 กก./ไร่) ส่วนฤดูฝน ปลูกงาช่วงกลางเดือนเมษายนให้ผลผลิตสูงสุด 69 กก./ไร่ ปลายฤดูฝนมีความเสี่ยงเพราะให้ผลผลิตต่า และไม่อาจคาดการณ์ได้ ฝนมักจะทิ้งช่วง สาหรับการผลิตเมล็ดพันธุ์งา ในฤดูแล้งควรปลูกช่วงปลายเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ และฤดูฝน ควรปลูกช่วงกลางเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคม การใช้ดินขาวเกาลินพ่นต้นมันสาปะหลังในอัตรา 20 40 60 และ 80 กรัมต่อน้า 20 ลิตร ทุกเดือน เป็นเวลา 6 เดือน ไม่มีผลต่อการควบคุมโรค แมลงศัตรู แต่มีแนวโน้มเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของมันสาปะหลัง โดยเฉพาะในพันธุ์ระยอง 5 ที่พิษณุโลก และสุโขทัย ส่วนในพันธุ์ระยอง 9 เห็นผลไม่ชัดเจน