การพัฒนาพันธุกรรมกระบือปลักในเขตลุ่มน้ำสงครามของจังหวัดนครพนมเพื่อรองรับการแข่งขัน AEC ด้วยวิธีการใช้ฮอร์โมนกระตุ้นการเป็นสัดช่วยในการวางแผนผสมเทียม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยพัฒนาพันธุกรรมกระบือปลักลุ่มน้ำสงครามในเขตอำเภอศรีสงครามและอำเภอท่าอุเทน ของจังหวัดนครพนมเพื่อรองรับการแข่งขัน AEC ด้วยวิธีการใช้ฮอร์โมนกระตุ้นการเป็นสัดช่วยในการวางแผนผสมเทียม มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) วิธีการเหนี่ยวนำด้วยฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน สังเคราะห์แบบสอดช่องคลอด (CIDR) ร่วมกับฮอร์โมนพรอสตาแกลนดิน (PG) เพื่อกระตุ้นการตกไข่ของกระบือปลักเพศเมีย 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพการใช้ฮอร์โมนกับกระบือเพศเมียมีผลต่อจำนวนครั้งในการผสมเทียม อัตราการผสมติด อัตราการคลอดของกระบือเพศเมีย และอัตราการมีชีวิตรอดหลังคลอด 90 วันของลูกกระบือ และ 3) เปรียบเทียบต้นทุนการผลิตลูกกระบือที่เกิดจากการใช้ฮอร์โมนในการเหนี่ยวนำจัดการผสมพันธุ์กระบือเพศเมียในแต่ละกลุ่ม การทดลองใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ 2 ชนิด ช่วยเหนี่ยวนำการสร้างผลผลิตลูกกระบือ แบ่งกลุ่มการทดลองออกเป็น 5 กลุ่ม ๆ ละ 6 บล็อก (ตำบล) ๆ ละ 4 ตัว ใช้กระบือปลักเพศเมียเป็นบล็อก ๆ ละ 1 ตัว รวมเป็น 120 หน่วยทดลอง จัดกลุ่มการทดลอง กลุ่มที่ 1 (T1) เป็นแม่กระบือที่ผ่านการผสมด้วยวิธีตามธรรมชาติด้วยพ่อกระบือคุมฝูง (Negative control) กลุ่มที่ 2 (T2) เป็นแม่กระบือที่ผ่านการคลอดจะได้รับฮอร์โมน (PG) เพียงอย่างเดียว (Positive control) กลุ่มที่ 3 (T3) เป็นกระบือสาวจะได้รับ (CIDR) ร่วมกับ (PG) กลุ่มที่ 4 (T4) เป็น แม่กระบือที่ผ่านการคลอดครั้งที่ 1 ได้รับ (CIDR) ร่วมกับ (PG) และกลุ่มที่ 5 (T5) เป็นแม่กระบือที่ผ่านการคลอดมากกว่า 2 ครั้งขึ้นไป ได้รับ (CIDR) ร่วมกับ (PG) วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูล โดยใช้สถิตินำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์หาความแปรปรวน (ANOVA) ตามแผนการทดลองแบบบล็อกสมบูรณ์ (RCRD) และเปรียบเทียบค่าความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยในแต่ละทรีตเมนต์ ด้วยวิธี DMRT ด้วยโปรแกรมวิเคราะห์สถิติ (SAS) ผลการศึกษาวิจัย พบว่า กลุ่มที่ใช้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน สังเคราะห์แบบสอดช่องคลอด (CIDR) ร่วมกับฮอร์โมนพรอสตาแกลนดิน (PG) มีผลต่อการเหนี่ยวนำการตกไข่ได้มากกว่าการใช้ฮอร์โมนพรอสตาแกลนดินเพียงอย่างเดียว (P<0.01) พบว่า การใช้ฮอร์โมน 2 ชนิดร่วมกันกระตุ้นการเหนี่ยวนำกับกระบือแม่พันธุ์ที่ผ่านการให้ลูกมาแล้ว 2 ครั้งขึ้นไป (T5) จะเพิ่มประสิทธิภาพการกระตุ้นให้ไข่ตกพร้อมกัน (P>0.05) จำนวนกระบือที่ได้รับการผสมพันธุ์ 100.00 เปอร์เซ็นต์ (P<0.01) จำนวนการผสม 1.25 ครั้งต่อตัว อัตราการผสมติด 93.75 เปอร์เซ็นต์ (P<0.05) อัตราการคลอด 100.00 เปอร์เซ็นต์ และอัตราการรอดชีวิตของลูกกระบือ 91.67 เปอร์เซ็นต์ มีแนวโน้มดีกว่ากลุ่มอื่น ๆ แต่ไม่มีความแตกต่างกับกลุ่มที่ผสมพันธุ์ด้วยวิธีธรรมชาติ (P>0.05) และทำให้ประสิทธิภาพใช้ฮอร์โมน 2 ชนิดร่วมกันมีแนวโน้มลดลงกับกระบือแม่พันธุ์ที่ผ่านการให้ลูกมาแล้ว 1 ครั้ง และกระบือสาว ต้นทุนการผลิตลูกกระบือด้วยวิธีการผสมพันธุ์ธรรมชาติมีต้นทุนต่ำกว่ากลุ่มที่ใช้ฮอร์โมน 2 ชนิดร่วมกันเหนี่ยวนำการผสมเทียม (P>0.05) ส่วนกลุ่มแม่กระบือที่ผ่านการให้ลูกมาแล้ว 2 ครั้ง จะมีต้นทุนต่ำกว่ากลุ่มที่ให้ลูกมาแล้ว 1 ครั้ง และกระบือสาว เท่ากับ 2,406.30, 2,515.60 และ 3,135.40 บาทต่อตัว ตามลำดับ (P<0.05) ต้นทุนการผลิตลูกกระบือต่ออัตราการรอดชีวิตหลังคลอด 90 วัน มีแนวโน้มสอดคล้องกับต้นทุนการผลิตลูก (P>0.05)