Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2559

การพัฒนาเทคโนโลยีนิเวศแบบบูรณาการของกลุ่ม OTOP บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน

วิทยา เมฆขำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พ.ศ. 2559

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจลักษณะของสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของกลุ่มสินค้า OTOP และวิเคราะห์ปัญหาในการพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการผลิตที่เหมาะสมของกลุ่มสินค้า OTOP ผลิตผ้าบาติกในการสร้างเครื่องต้นแบบ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสมของกลุ่มสินค้า OTOP ผลิตผ้าบาติกบนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ และการพัฒนาทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 42 ราย เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และพัฒนาทดลอง เครื่องต้นแบบ จำนวน 2 ราย และถ่ายทอดเทคโนโลยีของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าผ้าบาติก จำนวน 15 ราย ผลการวิจัยพบว่าลักษณะของสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของกลุ่มสินค้า OTOP ผู้ผลิตไม่ค่อยจะได้พัฒนากระบวนการผลิต ยังขาดความสามารถในการบริหารจัดการ คุณภาพสินค้าจากชุมชนนั้นไม่สามารถแข่งขันกับคุณภาพสินค้าของกลุ่ม SMEs ได้ ซึ่งพบว่าสินค้า OTOP มีข้อยกเว้นที่ยังไม่สามารถพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าที่มีอำนาจการสั่งซื้อ จึงทำให้สินค้าไม่ผ่านมาตรฐานสินค้าตามระดับดาวที่กรมการพัฒนาชุมชนกำหนดจึงทำให้สินค้า OTOP ของชุมชนนั้นยังล้าหลังในสายตาของคนไทย และชาวต่างประเทศได้ปริมาณการผสมน้อย ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้งาน สิ้นเปลืองก าลังคนในการทำงานประมาณ 2 - 3 คน และเวลาที่ใช้ในการเขย่าขวดผสมสีบาติกใช้เวลาประมาณ 5 - 10 นาที หรือจนกว่าสีบาติกที่เขย่าจะมีความสม่ำเสมอกัน และไม่ตกตะกอน แนวทางแก้ไขปัญหา 1. ปริมาณสีผงบาติกที่ผ่านการผสมด้วยเครื่องผสมสีบาติก มีปริมาณการผสมที่เยอะขึ้น และสามารถผสมได้สูงสุดปริมาณ 2 ลิตร ต่อครั้ง ลดจ านวนปริมาณก าลังคนลง จากเมื่อก่อนใช้ 2 - 3 คน เปลี่ยนมาใช้คนเพียงคนเดียวในการผสมสีบาติกและควบคุมเครื่องผสมสีบาติกทั้งหมด ใช้เวลาในการผสมสีบาติกประมาณ 1-6 นาที ต่อครั้ง เพื่อให้สีผงบาติกมีความสม่ำเสมอกันและไม่ตกตะกอน รวมทั้งยังสามารถปรับระดับ SPEED ความเร็ว เลือกตามความต้องการใช้งาน และน าผลที่ได้จากการทดสอบนำไปถ่ายทอดให้กับกลุ่มผู้ผลิตสินค้า OTOP และผู้ผลิตที่มีบริบทเดียวกัน ผลที่คาดหวังว่าจะได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีได้รับสิ่งสำคัญ 5 ประการ คือ 1. กลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติกได้ความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติกได้รับความรู้ทักษะความเข้าใจตลอดจนมองเห็นประโยชน์ในอนาคตร่วมกัน และที่สำคัญคือเทคโนโลยีที่นำมานั้นต้องมีความเหมาะสมกับกลุ่มผู้ผลิต และอีกประการหนึ่งที่สำคัญไม่น้อยก็คือสถานที่ในการถ่ายทอดกระบวนการเทคโนโลยีนั้นก็ต้องมีความเหมาะสมกับพื้นที่ภายในชุมชนด้วย จากการแข่งขันภายในประเทศที่มีแนวโน้มที่จะเข้มข้นมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการต้องแข่งขันกันเองภายในประเทศและยังต้องแข่งขันกับต่างประเทศฉะนั้นกลุ่มผู้ผลิตสินค้า OTOP ผ้าบาติกจึงจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตและการบริหารจัดการเพื่อให้สามารถแข่งขันกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วได้จึงต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนส่วนใหญ่ได้ถูกพัฒนาขึ้นโดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนการพึ่งพาตนเองการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านร่วมกับความรู้สมัยใหม่ 2.กลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติกได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติ ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติกอาจจะยังไม่เคยมีประสบการณ์และไม่เคยรู้จักเทคโนโลยีเครื่องผสมสีผ้าบาติกมาก่อน ตอนแรกกลุ่มผู้ผลิตอาจจะต่อต้านหรือไม่สนใจ ดังนั้นผู้วิจัยและผู้เชี่ยวชาญ จึงจะต้องหาวิธีการปรับเปลี่ยนทัศนคติให้ผู้ผลิตเกิดการยอมรับเทคโนโลยีด้วยความเต็มใจศรัทธาและมองเห็นประโยชน์ที่ได้รับอย่างแท้จริง เพราะในแต่ละขั้นตอนนั้นไม่มียุ่งยาก สลับซับซ้อนเลยสามารถเข้าใจได้โดยง่าย แต่ก่อนกลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติกนั้นเคยทำงานแบบเดิม ๆ มานานแล้วพอมีอะไรใหม่ใหม่ พวกเขาจะไม่กล้ารับความรู้ใหม่นั้น แต่เมื่อทางผู้วิจัยได้นำเสนอแนวทางทฤษฎีและทางปฏิบัติให้แล้วจึงทำให้กลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติกมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เครื่องมือมากยิ่งขึ้นสะดวกต่อการใช้งานและสามารถผลิตผ้าได้มากกว่าเดิมทำให้ส่งงานให้กับผู้บริโภคได้เร็วขึ้นและตรงตามความต้องการ 3.กลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติกมีทักษะฝีมือคือมีความละเอียดอ่อนในด้านฝีมืออยู่แล้ว ผู้วิจัยจึงนำมาผสมผสานกับเทคโนโลยีให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มชุมชนที่ผลิตผ้าบาติก เครื่องมือเครื่องใช้ และกระบวนการวิธีการใช้ด้วยตัวเองและสามารถดูแลรักษาซ่อมบำรุงด้วยตัวเองทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างเครื่องผสมสีผ้าบาติกครั้งนี้ ผู้วิจัยยังคงรักษาความรู้หรือประสบการณ์ดั้งเดิมของชุมชนในท้องถิ่นที่ท างานเกี่ยวกับผ้าบาติกไว้เหมือนเดิมเพราะกลุ่มชุมชนกลุ่มนี้ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษหรือถ่ายทอดต่อกันจากสถาบันต่างๆในชุมชน จึงเป็นการเชื่อมโยงความรู้ประสบการณ์ตรงของคนในท้องถิ่นที่ได้จากการสะสมประสบการณ์จากการท างาน โดยผู้วิจัยจะไม่ทิ้งคำว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาชาวบ้านคือในการปรับปรุงหรือพัฒนาใดๆจะต้องยึดพื้นฐานความรู้ของชาวบ้านหรือความรอบรู้ของชาวบ้านที่เกิดจากการเรียนรู้ในการท าผ้าบาติกซึ่งมีประสบการณ์สืบต่อ กันมาหลายช่วงอายุคน อันเป็นประสบการณ์ที่สั่งสมและสืบทอดกันมาเป็นความสามารถทำให้เกิดศักยภาพในเชิงแก้ปัญหาการปรับตัวเรียนรู้และสืบทอดไปสู่คนรุ่นใหม่ การถ่ายทอดเทคโนโลยีเครื่องผสมสีผ้าบาติกครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ถ่ายทอดความรู้เทคนิคการใช้เครื่องผสมสีให้กับชุมชน โดยให้ชุมชนทำกันเองได้แนวคิดเกี่ยวกับการออกแบบ ซึ่งจะไม่เป็นการยัดเยียดรูปแบบให้กับกลุ่ม ดังนั้นเครื่องผสมสีผ้าบาติกจะเป็นการแก้ปัญหาของกลุ่มผู้ผลิตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งคนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการผลิตและการออกแบบไปด้วยทำให้เกิดความสามัคคี เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ 4.การพัฒนาไปสู่การประดิษฐ์เทคโนโลยีใหม่ใหม่ด้านอื่นๆมากขึ้นเพื่อนำไปใช้ในงานของตนเองและพัฒนาให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่เป็นของตนเองและต้องการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรม เนื่องจากปัจจุบันนี้มีเทคโนโลยีอื่นๆขึ้นมาอีกมากมาย แต่ผู้วิจัยและผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับผ้าบาติกนั้นได้เล็งเห็นถึงกระบวนการในการพัฒนาเครื่องผสมสีบาติกขึ้นมาเองโดยอาศัยฐานความคิดของสภาพแวดล้อมที่ตนเองมีอยู่แล้ว จึงปรับวิธีคิดให้เกิดความรู้การเรียนรู้ไปใช้ในการ เรียนรู้ในกลุ่มของตนเองเสียใหม่ ในการสร้างเครื่องผสมสีผ้าบาติกครั้งนี้ชุมชนได้พึ่งพาตนเองในการสร้างขึ้นมาซึ่งประโยชน์ที่ได้ก็คือกลุ่มผู้ผลิตเอง 5. หลังจากผู้วิจัยได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีแล้วกลุ่มผู้ผลิตผ้าบาติกแล้วนั้น ทางกลุ่มจึงมีความคิดที่จะมีการรักษาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมภายในชุมชนให้มากกว่าเดิม จึงเกิดกลุ่มรักท้องถิ่นขึ้นมาเพราะทำให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชนโดยรวม และมีประโยชน์ต่อการผลิตของตนเองทำให้เศรษฐกิจในชุมชนมีเงินหมุนเวียน ที่ส าคัญท าให้ชุมชนในท้องถิ่นนั้นมีสังคมแบบมีส่วนร่วมได้อย่างยั่งยืนเพื่อเป็นรากฐานที่ส าคัญของการพัฒนาให้กับรุ่นลูกรุ่นหลานต่อไปสรุปได้ว่าในการพัฒนาสินค้า OTOP ในภาพรวมจะเห็นว่า ด้านการบริหารจัดควรเน้น เสริมสร้างความเข้มแข็งของคณะกรรมการกลุ่ม OTOP ที่ผลิตผ้าบาติก พบว่าให้สามารถพึ่งพาตนเองต้องมีการวางแผนการบริหารจัดการกลุ่มที่ชัดเจน และเป็นระบบ กลุ่มสามารถนำองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการที่ทันสมัยโดยน าเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาปรับใช้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ส่วนทางด้านการผลิต การตลาด ควรเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ต้องมีการเสริมสร้างความเข้มแข็งในระบบเครือข่าย OTOP เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนการพัฒนาสินค้า OTOP ได้อย่างตรงเป้าหมาย และต่อเนื่อง โดยอาศัยเครือข่ายกลุ่มประเภทผลิตภัณฑ์ (Cluster) ซึ่งจะเป็นส่วนในการเชื่อมโยงสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตและแหล่งท่องเที่ยว ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและหน่วยงาน รวมทั้งบุคลากรทุกภาคส่วนในการเชื่อมโยงสินค้า OTOP ให้เข้ากับการท่องเที่ยวของไทยด้านการพัฒนากระบวนการผลิต พบว่า ควรเสริมสร้างศักยภาพของกลุ่มให้มีคุณภาพในการผลิตรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย โดยต้องผ่านการรับรองมาตรฐานหรือเข้าสู่กระบวนการรับรองมาตรฐาน(มผช.) โดยจะต้องรักษาระดับของคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ รักษาระดับของปริมาณการผลิตให้สามารถรองรับความต้องการทางการตลาด และเทคโนโลยีที่เหมาะสมทันสมัยเข้าสู่กระบวนการผลิต มีการสร้างบรรจุภัณฑ์และแบรนด์ของสินค้าพร้อมน าเสนอข้อมูลของผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างแรงจูงใจดึงดูดแก่ผู้บริโภค สร้างการมีเอกลักษณ์และความโดดเด่นของผลิตภัณฑ์พร้อมกำหนดเป้าหมายในการผลิตให้ชัดเจน

คำสำคัญ

ภูมิปัญญาท้องถิ่นกลุ่ม OTOPคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืนการพัฒนาเทคโนโลยีนิเวศ

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

สภาพและความต้องการในการนำเทคโนโลยีนิเวศมาใช้ของกลุ่ม OTOP บนฐานภูมิปัญญาท้องถิ่น

วิทยา เมฆขำ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พ.ศ. 2559

รูปแบบการประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการดำเนินธุรกิจของกลุ่ม OTOP สู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ธรรมรักษ์ ศรีมารุต มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พ.ศ. 2563

แนวทางในการพัฒนาสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(OTOP)ในจันทบุรี

วัชนะชัย จูมผา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พ.ศ. 2558

การพัฒนาขีดความสามารถผู้ประกอบการ OTOP และยกระดับ คุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐาน กลุ่มทอผ้าบ้านหนองบัวลอง ตำบลไทยสามัคคี อำเภอหนองหงส์ จังหวัดบุรีรัมย์

ณัฐ ประสีระเตสัง มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ พ.ศ. 2563

แนวทางการพัฒนา OTOP กรณีศึกษา: ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ

ณชภัทร พิชญมหุตม์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พ.ศ. 2561

การวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ของภาคใต้บนฐานทรัพยากรพื้นถิ่นสู่ตลาดการแข่งขัน

ประภาศรี ศรีชัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) พ.ศ. 2563

การกำจัดความสูญเสียสู่ความเป็นเลิศของกระบวนการด้วย Lean ในการลดต้นทุนของผลิตภัณฑ์ OTOP อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย

อรวรรณ เชื้อเมืองพาน มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย พ.ศ. 2563

การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนด้านการบริหารจัดการ ต้นทุนผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชนของกลุ่มผู้ผลิตสินค้าแปรรูปหนึ่งตำบลหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ (OTOP) ในจังหวัดตาก

ยุพรัตน์ จันทร์แก้ว มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พ.ศ. 2562

การจัดทำ web applications สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ OTOP เพื่อเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

ศุภฉัตร ศิริเธียร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร พ.ศ. 2557

การศึกษาและพัฒนาสูตรเยื่อผักตบชวาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมประเภทของใช้ บรรจุภัณฑ์และของตกแต่งบ้าน

ไกรพ เจริญโสภา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พ.ศ. 2563