การฟื้นฟูและพัฒนาเอกลักษณ์เครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้าน วิสาหกิจชุมชนบ้านกวน ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ จากการวิจัยเรื่อง การฟื้นฟูและพัฒนาเอกลักษณ์เครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้าน วิสาหกิจชุมชน บ้านกวน ตำบลหารแก้ว อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาและทำการรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ เครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้าน ชุมชนบ้านกวน ต.หารแก้ว อ.หางดงเพื่อจัดเป็นเอกสารวิชาการ 2. รวบรวมกลุ่มผู้คนที่ต้องการอนุรักษ์ ฟื้นฟูเพื่อการวางแนวทางในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กับการฟื้นฟูเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้าน ชุมชนบ้านกวน 3. เพื่อการพัฒนาถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านเนื้อดิน ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผา พื้นบ้านให้กับชุมชน ผลของการวิจัยพบว่า ชุมชนบ้านกวน หมู่ 6 ต.หารแก้ว อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เป็นแหล่งผลิต เครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้านที่ทำการผลิตเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้านมาตั้งแต่เมืองเชียงใหม่สร้างเมืองขึ้นเมื่อ 700 ปี ก่อน พญามังรายมหาราช ยกทัพจากเมืองไชยปราการไปตีเมืองลำพูนและได้สร้างเวียงกุมกามขึ้นเป็นเมือง ทดลอง ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังราย ได้อพยพผู้คนมาจากเมืองแสนหวีและสิบสองปันนามาอยู่ที่เวียง กุมกาม ซึ่งรวมทั้งช่างฝีมือ ช่างทำเครื่องเงินและช่างปั้นหม้อ รวมทั้งช่างด้านต่างๆ มาด้วยหลังจากสร้างเวียง กุมกามได้สามปีปรากฏว่าน้ำได้ท่วมเมืองตลอดทุกปี พญามังราย จึงโปรดให้ย้ายเมืองใหม่ ไปสร้างเมือง เชียงใหม่และโปรดให้ย้ายช่างปั้นหม้อไปอยู่ที่บ้านกวน ช่างทำเครื่องเงินไปอยู่ที่วัวลาย เพื่อผลิตเป็นสินค้า ส่งออกแก่อาณาจักรใกล้เคียงและผลิตเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้าน บ้านกวน ได้แก่ ความสนใจในการ ประกอบอาชีพผลิตเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นเริ่มลดลงตั้งแต่เมื่อประมาณ 10 กว่าปี ที่ผ่านมา เนื่องจาก ความต้องการใช้ภาชนะดินเผาเพื่อการหุงต้มลดลง และความเจริญทางด้านการคมนาคม ทำให้คนในชุมชนออกไปประกอบอาชีพนอกพื้นที่ได้สะดวกมากขึ้น คนในชุมชนจึงหันไปประกอบอาชีพที่ หลากหลายมากขึ้น คงเหลือแต่ช่างปั้นที่ยังคงต้องการทำงานในชุมชนของตนเอง ซึ่งนับวันจะลดจำนวนลง อัน เนื่องมาจากการเสียชีวิตของช่างปั้น และการหันไปประกอบอาชีพอื่น ได้แก่ อาชีพรับจ้างทั่วไป อาชีพเย็บผ้า และการประกอบอาชีพอื่นๆ ในตัวเมืองหรือนอกเขตพื้นที่ของชุมชน วิธีการแก้ปัญหาของการลดลงในการ ประกอบอาชีพผลิตเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้านของชุมชน ทางกลุ่มได้ให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียนในระดับชั้น ประถมศึกษา โรงเรียนบ้านกวน ในการเข้าไปสอนเกี่ยวกับกระบวนการผลิตเครื่องปั้นดินเผาพื้นบ้านในทุก สัปดาห์ ง ผู้วิจัยได้นำดินพื้นบ้านไปวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมี พบว่า เนื้อดินมีองค์ประกอบของซิลิก้าใน อัตราส่วนร้อยละ 59.44 เหล็กร้อยละ 14.79 และอลูมิน่าร้อยละ 13.96 มีอัตราส่วนของการสูญเสียหลังการ เผาอยู่ที่ร้อยละ 3.26 ผู้วิจัยได้ ปรับเนื้อดินให้สามารถทนต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในการเผาที่ไม่คงที่ ด้วยวิธีการ เติมดินเชื้อลงในเนื้อดินท้องถิ่น ผลการทดลอง พบว่า การเติมดินเชื้อในอัตราส่วนร้อยละ 15 มีค่าการทดสอบ ทางกายภาพ ในด้านความแข็งแรงของเนื้อดินในอัตราสูงกว่าในอัตราส่วนของเนื้อดินสูตรที่ใช้ดินเชื้อเป็นตัว เติม ในอัตราส่วนร้อยละ 5 ร้อยละ 10 และร้อยละ 20 ตามลำดับ โดยมีค่าการหดตัวอยู่ที่ร้อยละ 9.86 ค่า ความแข็งแรงของเนื้อดินอยู่ที่ 35.77 kgf/cm2 และมีค่าการดูดซึมน้ำร้อยละ 13.13