แนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรเพื่อผลิตพืชผักปลอดภัยของชุมชนเมืองแกนพัฒนา อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเกษตรกรเพื่อ ผลิตพืชผักปลอดภัยของชุมชนเมืองแกนพัฒนา ดำเนินการในพื้นที่ของสมาชิกกลุ่มเกษตรกรรวมใจ พอเพียง ตำบลช่อแล อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ใหม่ จำนวน 26 ราย ระหว่างเดือนพฤษภาคม 25555 ถึง มิถุนายน 2556 โดยใช้วิธีการวิจัขแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) uasniรจัดการ ความรู้ (Knowledge Management) เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยนำผลจากการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งหมด 12 กิจกรรม เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่ม เกษตรกรได้ ดังนี้ 1) การปรับเปลี่ยนเริ่มต้นจากการผลิตพืชผักหลากชนิดเพื่อการบริโภคในครัวเรือน เป็นหลักหากเหลือจึงขายเป็นรายได้เสริม 2) เกษตรกรมีความเข้าใจในรูปแบบการผลิตพืชผักปลอดภัย ของตนเองที่ชัดเจนมากขึ้น และยอมรับถึงสภาพแวดล้อมในพื้นที่ของชุมชนที่อาจยังมีการฉีดพ่น สารเคมีทางการเกษตร และการปูนเปื้อนของสารเคมีจากระบบชลประทาน 3) เทศบาลเมืองมีการ กระตุ้น และสร้างความตระหนักถึงข้อดีของการเกษตรปลอดภัยให้แก่ชุมชน ทั้งในด้านสุขภาพของ เกษตรกร และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน 4) เทศบาลอาจขาดความต่อเนื่องในด้านการจัดหาสถานที่ จำหน่ายผลผลิตเกษตรปลอดภัยอย่างถาวรให้แก่กลุ่มเกษตรกรต่างๆ ในชุมชน 6) เกษตรกรสามารถ ปรับแผนการผลิตให้เกิดความความสม่ำเสมอมากขึ้น และคัดเลือกชนิดพืชผักอย่างน้อย 3 ชนิด ที่เป็น พืชผักหลัก ส่วนผักชนิดอื่นๆ นั้นเกษตรกรสามารถปลูกเป็นทางเลือกในการจำหน่ายผลผลิตให้แก่ พ่อค้าแม่ค้าในท้องถิ่นได้เพิ่มเติม 7) กลุ่มเกษตรกรมีตราสัญลักษณ์เพื่อการบ่งชี้และยกระดับการ จำหน่ายสำหรับผู้บริโภคระดับกลางจนถึงระดับดับบน ซึ่งช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดได้มากขึ้นต่อไปในอนาคต 8) กลุ่มเกษตรกรพัฒนาเปลงสาธิตเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ให้กับประชาชน ผู้ชนใจในระดับท้องถิ่น และพร้อมพัฒนาเป็นศูนย์รือนรู้ของชุมชนต่อ ไป ในงานวิจัยชิ้นนี้ผู้วิจัยเห็นว่าวิธีการถ่ายทอดความรู้ผสมผสานกับกระบวนการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกันมีผลทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนในด้านทัศนคติที่ดีต่อกันระหว่างผู้วิจัยและชุมชน และสร้าง กระบวนการนำเสนอแนวคิดร่วมกันมากขึ้นในความรู้ในเชิงวิชาการร่วมกับการลงมือปฏิบัติอย่าง ต่อเนื่อง อาจเป็นแรงจูงใจที่สำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการลการใช้สารเคมีทางการเกษตร ละไส้ อย่างไรก็ตามชุมชนขึ้นปืนต้องมีลาะหนักถึงกากอนโหง สามทันทันทันทันช่วงกลุ่มกษกลากการรารร หรือตัวแทนของชุมชน กับหน่วยงานของเทศบาล ซึ่งเป็นแหล่งในการกระจายข่าวสารข้อมูลที่สำคัญ ต่างๆ ทำให้การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสามามารถขยายผลไปในทุกส่วนของชุมชน และยังเป็นการสร้าง ทัศนคติที่ดีของชุมชนที่มีต่อเจ้าหน้าที่ของภาครัฐอีกด้วย