Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2559

การศึกษาทางคลินิกของสารสกัดตำรับสหัศธาราเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคข้อเสื่อม

อรุณพร อิฐรัตน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2559

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

สหัศธาราเป็นตำรับยาแผนไทยตำรับหนึ่งซึ่งมีการใช้บรรเทาอาการปวดมากกว่ายี่สิบปี และยังเป็นตำรับที่ใช้รักษาอาการปวดหลัง ปวดเมื่อยร่างกาย จากแผนงานวิจัยในปี 2558 ได้มีการพัฒนาและทำการศึกษาความปลอดภัยของยาสหัศธารา ดังนั้นในแผนงานวิจัยนี้จึงมีแนวคิดที่ศึกษาตำรับยาสหัศธาราที่ได้มีการพัฒนาแล้วมาใช้ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม เพื่อให้ยาสามารถนำไปใช้ได้จริง โดยโครงการที่ดำเนินการในปีงบประมาณ 2559 มีจำนวน 3 โครงการ คือ โครงการย่อยที่ 1 เรื่อง การศึกษามาตรฐานของสารสกัดตำรับสหัศธาราเพื่อนำไปพัฒนาเป็นยารักษาผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม โดยเป็นการเตรียมสารสกัดและกำหนดมาตรฐานของสารสกัดตำรับสหัศธาราเพื่อนำไปจัดเตรียมยาในการศึกษาในระดับคลินิก ซึ่งมีการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบและวิเคราะห์ทางเคมี และซึ่งเป็นการควบคุมคุณภาพของสารสกัดจากตำรับและยาเตรียม ผลการศึกษาพบว่าการสกัดสมุนไพรเดี่ยวในตำรับยาสหัศธาราและสมุนไพรตำรับยาสหัศธาราด้วย เอทานอล 95% พบว่า ตำรับยาสหัศธารามีค่าร้อยละของผลผลิตเท่ากับ 8.44% ในขณะที่สมอไทยให้ค่าร้อยละของผลผลิตมากที่สุดซึ่งมีค่าเท่ากับ 41.70% สมุนไพรตำรับยาสหัศธารา มีค่าความชื้นผงยา ปริมาณเถ้า และ ปริมาณเถ้าที่ละลายในกรด อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยมีค่าเท่ากับ 8.97, 0.62 และ 0.28% ตามลำดับนอกจากนี้สมุนไพรเดี่ยวในตำรับยาสหัศธารายังมีปริมาณเถ้าและปริมาณเถ้าที่ละลายในกรดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเช่นกัน การตรวจวัดปริมาณโลหะหนักด้วยเทคนิค ICP-MS พบว่าตำรับยาสหัศธารามีการปนเปื้อนโลหะหนัก (สารหนู แคดเมียม ตะกั่ว) ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด การศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่าสารสกัดชั้นเอทานอล 95% ของตำรับสหัศธารา มีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์จากเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย LPS ดีที่สุด โดยมีค่า IC50เท่ากับ 2.81 ?g/ml ซึ่งมีฤทธิ์ดีกว่า Indomethacin ที่เป็น positive control (IC50เท่ากับ 20.32 ?g/ml) นอกจากนั้นสมุนไพรดีปลี โกฐเขมาและพริกไทย ยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งการหลั่ง TNF-? ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย LPS อีกด้วยมีค่า IC50เท่ากับ 15.74, 19.63 และ 20.74 ?g/ml ตามลำดับ ส่วนสารสกัดตำรับสหัศธารามีค่าการยับยั้งการหลั่ง TNF-? มากกว่า 30 ?g/ml การศึกษาฤทธิ์การต้านการอักเสบ (COX-2) พบว่าสารสกัดชั้นเอทานอล 95% ของตำรับสหัศธารา มีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้าง Prostaglandins (PGE2) จากเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ดีที่สุด มีค่า IC50 เท่ากับ 16.97 ?g/ml แต่สมุนไพรเดี่ยวทั้งหมดและสมุนไพรตำรับสหัศธารามีฤทธิ์น้อยกว่า Indomethacin ที่เป็น positive control ซึ่งมีค่า IC50 เท่ากับ 1.00 ?g/ml จากการนำสารสกัดเอทานอล 95% ของสมุนไพรตำรับยาสหัศธารามาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีที่มีอยู่ในสารสกัดด้วยวิธี TLC และ HPLC พบว่าตำรับสหัศธารามี Piperine เป็น marker และเมื่อนำ Piperine ไปทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ (NO) ยั้บยั้งการหลั่ง TNF-? และยับยั้ง COX-2 พบว่า Piperine มีค่า IC50 เท่ากับ 17.00?4.60, 63.05?7.86 และ 20.36?1.89 ?g/ml ตามลำดับ การศึกษาความคงตัวของสารสกัดเอทานอล 95% ของตำรับยาสหัศธารา ภายใต้สภาวะเร่งที่อุณหภูมิ 40?C ความชื้นสัมพัทธ์ 75% RH เป็นเวลา 6 เดือน พบว่าฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ เมื่อเปรียบเทียบค่า IC50 เป็นรายคู่กับ Day 0 ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) และเมื่อเปรียบเทียบปริมาณสารสำคัญ Piperine ของยาตำรับสหัศธารากับ Day 0 จะพบว่า ปริมาณสาระสำคัญมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย (<10%) ยกเว้นใน Day60 ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามไม่ได้ทำให้ฤทธิ์ต้านการอักเสบเปลี่ยนแปลงไป หมายความว่ายาสหัศธาราสามารถเก็บอยู่ในอุณหภูมิปกติและยังคงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้นาน 2 ปี ยาแคปซูลสารสกัดตำรับสหัศธารามีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ มีค่า IC50เท่ากับ 6.274?0.796 ?g/ml และจากการทดสอบวิเคราะห์ปริมาณความชื้น ระยะเวลาการแตกกระจายตัวความแปรปรวนของน้ำหนักเม็ดยาและการปนเปื้อนแบคทีเรียและเชื้อรา พบว่ายาแคปซูลจากสารสกัด สหัศธาราผ่านการควบคุมมาตรฐานในทุกการทดสอบ ดังนั้นจึงสามารถนำไปใช้ในการวิจัยระดับคลินิกได้และสารสกัดสหัศธาราสามารถนำมาเตรียมเป็นยาครีมที่ความเข้มข้น 1% ได้ โดยเมื่อศึกษาความคงตัวของยาครีม ด้วยวิธี heating-cooling พบว่า ยาครีมสารสกัดสหัศธาราไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ดังนั้นยาแคปซูล สารสกัดตำรับสหัศธาราและยาครีมจาการสกัดสหัศธาราจึงสามารถนำไปใช้กับโครงการย่อยทุกโครงการต่อไปได้ เนื่องจากผ่านการควบคุมมาตรฐานตามที่กำหนดและสามารถเตรียมเป็นยาเตรียมได้ตามที่ต้องการ โครงการย่อยที่ 2 เรื่อง การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของแคปซูลสารสกัดยาตำรับสหัศธาราในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิเปรียบเทียบกับยาไดโคลฟิแนค (งานวิจัยคลินิกระยะที่ 2) การศึกษาความปลอดภยของยาสหัศธาราในการรักษาโรคข้อเข่าเลื่อมปฐมภูมิ โดยเปรียบเทียบกับยาไดโคลฟิแนค ได้รับการอนุมัติจากคณะการมการจริยธรรมการวิจัยในคน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำการศึกษาหาด้วยวิธีการทดลองเชิงปกปิด สองข้างแบบสุ่ม โดยแบ่งอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม อายุระหว่าง 40 ถึง 70 ปี แบ่งเป็นกลุ่มได้รับ สารสกัดยาตำรับสหัศธารา ครั้งละ 100 มิลกรัม 3 เวลา ก่อนอาหารจำนวน 33 คน และกลุ่มที่ได้รับยาไดโคลฟิแนค ครั้งละ 25 มิลลิกรัม 3 เวลาหลังอาหาร จำนาน 33 คน รวมเป็น 66 คน อาสาสมัครทั้ง 2 รับประทานยาเป็นเวลา 28 วันและติดตามอาการในวันที่ 14 และ 28 โดยพิจารณาความปลอดภัยจากการตรวจร่างกาย ค่าทางห้องปฏิบัติการ การทำงานของตับและการทำงานของไต ผลการศึกษาทางคลินิก พบว่า มีอาสาสมัครที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกสามารถมาติดตามอาการได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งสิ้น 63 คน และไม่สามารถติดตามอาการได้ 2 คน เป็นอาสาสมัคร กลุ่มสารสกัดยาตำรับสหัศธารา 1 คน และกลุ่มยาไดโคลฟิแนค 2 คน ได้อาสาสมัครกลุ่มสารสกัดยาตำรับสหัศธารา 32 คน และยาไดโคลฟิแนค 31 คน เมื่อศึกษาความปลอดภัยของสารสกัดยาตำรับสหัศธารา พบว่า ไม่มีอาการไม่พึงประสงค์ที่ร้ายแรง โดยอาการส่วนใหญ่เป็นอาการระบบทางเดินอาหาร คือ อาการแสบร้อนท้อง เรอ ผายลม และคอแห้งเล็กน้อยจากการรับประทานยา เนื่องจากสารสกัดยาตำรับสหัศธารามีพริกไทยที่มีรสเผ็ดร้อน จากการพิจารณาค่าทางห้องปฏิบัติการ ในความเป็นพิษต่อตับและไตของสารสกัดยาตำรับสหัศธารา ไม่พบว่าการรับประทานยาในเวลา 28 วัน ทำให้ค่าการประเมินการทำงานของไตและสภาวะการทำงานของตับนั้น เพิ่มสูงขึ้นเกินกว่าค่าปกติ และยังพบว่าอาสาสมัครที่ได้รับสารสกัดยาตำรับสหัศธารามีค่าเอนไซม์ AST ลดลงอีกด้วย ในขณะที่ยาไดโคลฟิแนค พบว่า มีแนวโน้มทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น แต่ไม่เกินกว่าค่าปกติ และยังพบว่ายาไดโคลฟิแนคยังส่งผลต่อการทำงานของตับ ค่าเอ็มไซม์ ALT สูงขึ้นแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ จากงานวิจัยนี้สรุปได้ว่ายาตำรับสารสกัดยาตำรับสหัศธารามีความปลอดภัยสามารถใช้ได้ต่อเนื่อง 28 วัน โดยไม่พบความเป็นพิษจากการตรวจร่างกาย ค่าทางห้องปฏิบัติการในความเป็นพิษต่อตับและไต โครงการย่อยที่ 3 เรื่อง การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของครีมสารสกัดยาตำรับสหัศธาราในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิเปรียบเทียบกับยาไดโคลฟิแนค (งานวิจัยคลินิกระยะที่ 2) การศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของครีมสารสกัดยาตำรับสหัศธาราในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิเปรียบเทียบกับยาไดโคลฟิแนค (งานวิจัยคลินิกระยะที่ 2) ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้การทดสอบแบบ Randomize controlled trial (RCT) จัดกลุ่มโดยการสุ่ม (Random allocation) โดยใช้วิธีการสุ่มแบบ Simple randomization โดยใช้การลงรหัสด้วยอักษร SHT ตามด้วยตัวเลข 3 หลัก (SHT 001,SHT 002,…) และการให้การรักษาจะเป็นการรักษาแบบ double blinding โดยการคำนวณประชากรอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยของ Womac score จากการศึกษางานนำร่อง จำนวน 20 คน โดยคำนวณผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % และมีค่า power ที่ 90 ได้จำนวนกลุ่มละ 30 คน รวมเป็น 60 คน โดยคิดโอกาสที่อาสาสมัครไม่อยู่จนจบโครงการอีกจำนวน 10% หรือคิดเป็น 6 คน โดยในโครงการทั้งสิ้น จำนวน 66 คน หลังจากคัดกรอง มีอาสาสมัครไม่สามารถเข้าร่วมโครงการได้จำนวน 3 คน ดั้งนั้นมีอาสาสมัครที่ผ่านการคัดกรองทั้งสิ้น 63 คนโดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับยาครีมสารสกัดตำรับสหัศธารา จำนวน 31 คน และ กลุ่มที่ได้รับยาไดโคลฟิแนคอีมัลเจล จำนวน 32 คน โดยอาสาสมัครทุกคน จะได้รับการแนะนำให้ทายาบริเวณเข่า ครั้งละ 2 กรัม วันละ 3 เวลา(เช้า กลางวัน เย็น) และติดตามอาการ วันที่ 7 และวันที่ 14 จากการศึกษา ระดับความเจ็บปวดของข้อเข่า ประเมินด้วย Visual analog scale ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการรักษาด้วยยาครีมสหัศธาราเปรียบเทียบกับไดโคลฟิแนคอีมัลเจล พบว่า ระดับความเจ็บปวดของข้อเข่า มีแนวโน้มที่ลดลงทั้ง 2 กลุ่ม เมื่อนำไปวิเคราะห์ทางสถิติประสิทธิผลในการลดระดับความปวดของข้อเข่าของยาทั้ง 2 ชนิด มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยตัวยาไดโคลฟิแนคอีมัลเจลสามารถลดระดับความเจ็บปวดของข้อเข่าได้ดีกว่าครีมสหัศธารา แต่อย่างไรก็ตามหลังจากการทายาทั้ง 2 ชนิด เป็นเวลา 14 วัน ยาทั้ง 2 ชนิดสามารถลดระดับความเจ็บปวดของข้อเข่าได้ คะแนน WOMAC index ของกลุ่มที่ได้รับครีมสหัศธาราและกลุ่มที่ได้รับไดโคลฟิแนคอีมัลเจล มีแนวโน้มของคะแนนทุกประเด็น(ความปวด การติดขัดของข้อ ประสิทธิภาพการทำงานทั่วไป และคะแนนรวม)ลดลงและเมื่อนำไปวิเคราะห์ทางสถิติพบว่า ค่าคะแนน WOMAC index ระหว่างวันที่เริ่มต้น และ วันที่ 7 กับ วันที่เริ่มต้น และวันที่ 14 ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.01) ในทุกประเด็น แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบระหว่างวันที่ 7 และวันที่ 14 นั้น ค่า WOMAC index มีแนวโน้มที่ลดลง แต่ไม่แตกกันทางสถิติ การประเมินผลการรักษาโดยรวม (Global assessment) เมื่อติดตามอาการครบทั้ง 14 วัน อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม มีการประเมินผลการรักษาโดยรวมว่ามีอาการที่ดีขึ้น โดยในกลุ่มของครีมสหัศธารามีการประเมินดี ถึง ดีมาก 73.3 % ในขณะที่ไดโคลฟิแนคอีมัลเจลมีการประเมิน 53.3% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อาสาสมัครส่วนใหญ่พอใจครีมสหัศธารามากกว่า 20 % ด้านของความปลอดภัยพบอาสาสมัคร 1 คนในกลุ่มครีมสหัศธารา หลังจากการทายาได้ 7 วัน พบอาการแสบร้อนบริเวณที่ทา แต่หลังจากการใช้อย่างต่อเนื่องก็ไม่พบอาการ โดยที่ไม่พบอาการเช่นนี้ในกลุ่มที่ได้รับยาไดโคลฟิแนคอีมัลเจล แต่อาสาสมัครทั้ง2 กลุ่ม ไม่มีผื่นคัน และการลอกของผิวหนังบริเวณที่ทาในขณะเข้าร่วมโครงการ สรุปได้ว่า ครีมสารสกัดยาตำรับสหัศธารา 1% มีประสิทธิผลและความปลอดภัยของในการบรรเทาอาการโรคข้อเข่าเสื่อมปฐมภูมิโดยที่ไม่แตกต่างกับยาไดโคลฟิแนคอีมัลเจล

คำสำคัญ

ตำรับยาแผนไทยThai traditional preparationตำรับยาแผนไทย (Thai traditional preparation)สหัศธาราSahastharaสหัศธารา(Sahasthara)

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การพัฒนาสารสกัดตำรับสหัสธาราเพื่อใช้เป็นยารักษาผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

อรุณพร อิฐรัตน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2558

การพัฒนาสารสกัดเบญจกูลเพื่อใช้รักษาโรคเรื้อรัง

อรุณพร อิฐรัตน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2560

การพัฒนาตำรับสเปรย์สมุนไพรที่มีคุณภาพด้านความคงตัว ความปลอดภัย และประสิทธิผลในการบรรเทาอาการข้อเข่าเสื่อมระดับปฐมภูมิ

ศศิพิสุทธิ์ หงษ์สมบัติ สถาบันวิทยาลัยชุมชน พ.ศ. 2565

การสังเคราะห์วรรณกรรมเรื่อง การบำบัดรักษาแบบไม่ใช้ยาในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมชนิดปฐมภูมิ

นงพิมล นิมิตรอานันท์ มหาวิทยาลัยคริสเตียน พ.ศ. 2557

ประสิทธิผลของการใช้ยาสมุนไพรตำรับพอกเข่าในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม โรงพยาบาลพระปกเกล้า จังหวัดจันทบุรี

กรกฎ ไชยมงคล โรงพยาบาลพระปกเกล้า พ.ศ. 2562

ผลของโปรแกรมส่งเสริมการบริหารข้อเข่าเพื่อบรรเทาปวดด้วยการแพทย์แผนไทย ในผู้สูงอายุที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม จังหวัดพิจิตร

ศรัณญา เบญจกุล มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2563

การพัฒนาครีมนวดจากสารสกัดสมุนไพรในตำรับหลวงปู่แฟ๊บ 1 เพื่อบรรเทาอาการปวดข้อในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม

จงกล พูลสวัสดิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน พ.ศ. 2565

การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการพอกเข่าด้วยตำารับยาพอกสูตรที่ 1 กับยาพอกสูตรที่ 2 ต่ออาการปวดเข่าและการเคลื่อนไหวข้อเข่าในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม โรงพยาบาลบางใหญ่ อำาเภอบางใหญ่ จังหวัด นนทบุรี

วินัย สยอวรรณ พ.ศ. 2562

การศึกษาประสิทธิภาพเจลลาตินสมุนไพรลดปวดข้อเข่าร่วมกับการส่งเสริมพฤติกรรมป้องกันโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุจังหวัดร้อยเอ็ด

อรุณรัตน์ ปัญจะกลิ่นเกษร มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด พ.ศ. 2566

การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของการบำบัดรักษาภาวะข้อเข่าเสื่อมในผู้สูงอายุด้วยการประคบด้วยนวัตกรรมแผ่นประคบร้อนวิธีการฝังเข็มและการออกกำลังกาย

ศักดิ์ชัย ถิรวิทยาคม พ.ศ. 2562