การพัฒนาสารสกัดตำรับสหัสธาราเพื่อใช้เป็นยารักษาผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สหัศธาราเป็นตำรับยาแผนไทยตำรับหนึ่งซึ่งมีการใช้บรรเทาอาการปวดมากกว่ายี่สิบปี และยังเป็นตำรับที่ใช้รักษาอาการปวดหลัง ปวดเมื่อยร่างกายดังนั้นในแผนงานวิจัยนี้จึงมีแนวคิดที่จะศึกษาและพัฒนาตำรับสหัศธาราให้มีมาตรฐาน อยู่ในรูปแบบที่นำไปใช้ได้สะดวก โดยการพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบของสารสกัด เพื่อนำไปศึกษาในคนปกติและผู้ป่วย โดยโครงการที่ดำเนินการในปีงบประมาณ 2558 มีจำนวน 5 โครงการ คือ โครงการย่อยที่ 1 เรื่อง การศึกษามาตรฐานของสารสกัดตำรับสหัศธาราเพื่อนำไปพัฒนาเป็นยารักษาผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม โดยเป็นการเตรียมสารสกัดและกำหนดมาตรฐานของสารสกัดตำรับสหัศธาราเพื่อนำไปจัดเตรียมยาในการศึกษาในระดับคลินิก ซึ่งมีการทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบและวิเคราะห์ทางเคมี และซึ่งเป็นการควบคุมคุณภาพของสารสกัดจากตำรับและยาเตรียม ผลการศึกษาพบว่าการสกัดสมุนไพรเดี่ยวในตำรับยาสหัศธาราและสมุนไพรตำรับยาสหัศธาราด้วย เอทานอล 95% พบว่า ตำรับยาสหัศธารามีค่าร้อยละของผลผลิตเท่ากับ 8.44% ในขณะที่สมอไทยให้ค่าร้อยละของผลผลิตมากที่สุดซึ่งมีค่าเท่ากับ 41.70% สมุนไพรตำรับยาสหัศธารา มีค่าความชื้นผงยา ปริมาณเถ้า และ ปริมาณเถ้าที่ละลายในกรด อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด โดยมีค่าเท่ากับ 8.97, 0.62 และ 0.28% ตามลำดับนอกจากนี้สมุนไพรเดี่ยวในตำรับยาสหัศธารายังมีปริมาณเถ้าและปริมาณเถ้าที่ละลายในกรดอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดเช่นกัน การตรวจวัดปริมาณโลหะหนักด้วยเทคนิค ICP-MS พบว่าตำรับยาสหัศธารามีการปนเปื้อนโลหะหนัก (สารหนู แคดเมียม ตะกั่ว) ไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนด การศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบ พบว่าสารสกัดชั้นเอทานอล 95% ของตำรับสหัศธารา มีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์จากเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย LPS ดีที่สุด โดยมีค่า IC50เท่ากับ 2.81 ?g/ml ซึ่งมีฤทธิ์ดีกว่า Indomethacin ที่เป็น positive control (IC50เท่ากับ 20.32 ?g/ml) นอกจากนั้นสมุนไพรดีปลี โกฐเขมาและพริกไทย ยังมีฤทธิ์ในการยับยั้งการหลั่ง TNF-? ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย LPS อีกด้วยมีค่า IC50เท่ากับ 15.74, 19.63 และ 20.74 ?g/ml ตามลำดับ ส่วนสารสกัดตำรับสหัศธารามีค่าการยับยั้งการหลั่ง TNF-? มากกว่า 30 ?g/ml การศึกษาฤทธิ์การต้านการอักเสบ (COX-2) พบว่าสารสกัดชั้นเอทานอล 95% ของตำรับสหัศธารา มีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้าง Prostaglandins (PGE2) จากเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ดีที่สุด มีค่า IC50 เท่ากับ 16.97 ?g/ml แต่สมุนไพรเดี่ยวทั้งหมดและสมุนไพรตำรับสหัศธารามีฤทธิ์น้อยกว่า Indomethacin ที่เป็น positive control ซึ่งมีค่า IC50 เท่ากับ 1.00 ?g/ml จากการนำสารสกัดเอทานอล 95% ของสมุนไพรตำรับยาสหัศธารามาวิเคราะห์หาองค์ประกอบทางเคมีที่มีอยู่ในสารสกัดด้วยวิธี TLC และ HPLC พบว่าตำรับสหัศธารามี Piperine เป็น marker และเมื่อนำ Piperine ไปทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ (NO) ยั้บยั้งการหลั่ง TNF-? และยับยั้ง COX-2 พบว่า Piperine มีค่า IC50 เท่ากับ 17.00?4.60, 63.05?7.86 และ 20.36?1.89 ?g/ml ตามลำดับ การศึกษาความคงตัวของสารสกัดเอทานอล 95% ของตำรับยาสหัศธารา ภายใต้สภาวะเร่งที่อุณหภูมิ 45?C ความชื้นสัมพัทธ์ 75% RH เป็นเวลา 4 เดือน พบว่าฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ เมื่อเปรียบเทียบค่า IC50 เป็นรายคู่กับ Day 0 ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05) และเมื่อเปรียบเทียบปริมาณสารสำคัญ Piperine ของยาตำรับสหัศธารากับ Day 0 จะพบว่า ปริมาณสารสำคัญลดลงเพียงเล็กน้อย (<10%) ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพที่ไม่มีความแตกต่างกันเมื่อเก็บไว้สภาวะเร่ง หมายความว่ายาสหัศธาราสามารถเก็บอยู่ในอุณหภูมิปกติและยังคงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้นาน 2 ปี จากการศึกษามาตรฐานสมุนไพรและการศึกษาความคงตัวของสารสกัดสหัศธาราทั้งทางเคมีและทางชีวภาพพบว่าสมุนไพรในตำรับสหัศธารามีคุณภาพมาตรฐานเป็นไปตามเกณฑ์การทดสอบ จึงสามารถนำมาเตรียมเป็นสารสกัดได้ และภายหลังการทดสอบความคงตัวของสารสกัดสหัศธาราพบว่าสารสกัดสหัศธาราสามารถเก็บอยู่ในอุณหภูมิปกติและยังคงมีฤทธิ์ต้านการอักเสบได้นาน 2 ปี จึงสามารถนำสารสกัดสหัศธาราไปเตรียมยาแคปซูลและยาครีมจากสารสกัดสหัศธาราได้ ยาแคปซูลสารสกัดตำรับสหัศธารามีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ มีค่า IC50เท่ากับ 6.274?0.796 ?g/ml และจากการทดสอบวิเคราะห์ปริมาณความชื้น ระยะเวลาการแตกกระจายตัวความแปรปรวนของน้ำหนักเม็ดยาและการปนเปื้อนแบคทีเรียและเชื้อรา พบว่ายาแคปซูลจากสารสกัด สหัศธาราผ่านการควบคุมมาตรฐานในทุกการทดสอบ ดังนั้นจึงสามารถนำไปใช้ในการวิจัยระดับคลินิกได้และสารสกัดสหัศธาราสามารถนำมาเตรียมเป็นยาครีมที่ความเข้มข้น 0.5, 1, 3 และ 5% ได้ ดังนั้นยาแคปซูล สารสกัดตำรับสหัศธาราและยาครีมจาการสกัดสหัศธาราจึงสามารถนำไปใช้กับโครงการย่อยทุกโครงการต่อไปได้ เนื่องจากผ่านการควบคุมมาตรฐานตามที่กำหนดและสามารถเตรียมเป็นยาเตรียมได้ตามที่ต้องการ โครงการย่อยที่ 5 เรื่อง การศึกษาความปลอดภัยของยาเม็ดแคปซูลจากสารสกัดตำรับสหัศธาราในอาสาสมัครสุขภาพดี (งานวิจัยคลินิกระยะที่ 1) การศึกษาความปลอดภัยของยาแคปซูลจากสารสกัดตำรับสหัศธาราในอาสาสมัครสุขภาพดี โดยได้ทำการศึกษาการรับประทานยา 2 ขนาด คือ 300 และ 600 มิลลิกรัมต่อวัน (รับประทานครั้งละ 100 และ 200 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร 3 เวลา ตามลำดับ) โดยอาสาสมัครจะรับประทานยา 28 วัน ติดตามอาการทุก 14 วัน และติดตามอาการหลังจากรับประทานยาครบอีก 14 วัน ซึ่งอาสาสมัมครจำนวน 25 คน เพศชาย 6 คน และ เพศหญิง 6 คน ได้รับยาขนาด 300 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่เพศชาย 6 คน และเพศหญิงอีก 7 คน ได้รับยาขนาด 600 มิลลิกรัมต่อวัน จากการศึกษาพบว่ายาแคปซูลสารสกัดตำรับสหัศธารา มีอาการไม่พึงประสงค์ที่มากที่สุด คือ อาการแสบร้อนท้อง โดยมีความรุนแรงของอาการดังกล่าว อยู่ในระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง รองลงมา คือ อาการรู้สึกร้อนตามร่างกาย ซึ่งอาสาสมัครที่ได้รับยาขนาด 200 มิลลิกรัม มีอาการมากกว่าอาสาสมัครที่ได้รับยาขนาด 100 มิลลิกรัม และจากการติดตามผลการทำงานของตับและไต พบว่ายาแคปซูลสารสกัดสหัศธารา ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเกินกว่าค่าอ้างอิงมาตรฐานทั้งระหว่างรับประทานยา และหลังหยุดรับประทานยา กล่าวคือ ยาแคปซูลสารสกัดสหัศธาราไม่พบความเป็นพิษต่อการทำงานของตับและไต โครงการย่อยที่ 6 เรื่อง การศึกษาเภสัชจลนศาสตร์ของยาเม็ดแคปซูลจากสารสกัดตำรับสหัศธารา ในอาสาสมัครสุขภาพดี (งานวิจัยคลินิกระยะที่ 1) การศึกษาเภสัชจลนศาสตร์แบบ Single Oral Dose ในอาสาสมัครสุขภาพดี โดยทำการศึกษา 2 ขนาดยา คือ สารสกัดสหัศธารา ขนาด 100 และ 200 มิลลิกรัม โดยมีจำนวนอาสาสมัครแต่ละขนาดยา 12 คน เป็นเพศชาย 6 คน และเพศหญิง 6 คน ดังนั้นจึงมีอาสาสมัครในโครงการทั้งสิ้น 24 คน ในการศึกษาครั้งนี้ใช้ Piperine ซึ่งเป็น Biomarker ของสารสกัดตำรับสหัศธาราเป็นตัวชี้วัด จากการศึกษาพบว่าค่าทาง เภสัชจลนศาสตร์ของ Piperine มีการดูดซึมเร็วและกำจัดออกอย่างช้าๆ โดยสารสกัดขนาด 100 มิลลิกรัม มีค่าความเข้มข้นของ Piperine สูงสุด (Cmax) ที่ 753 ng/ml ในเวลา (Tmax) 4.46 ชั่วโมง โดยมีปริมาณ Piperine ที่สามารถดูดซึมได้ในระยะเวลา 48 ชั่วโมง (AUC0-48h) เท่ากับ 10,916 ng.h/ml และมีค่าครึ่งชีวิต (half-life) เท่ากับ 8.74 ชั่วโมง ในขณะที่สารสกัดขนาด 200 มิลลิกรัม ค่าความเข้มข้นของ Piperine สูงสุด (Cmax) ที่ 1,290 ng/ml) ในเวลา (Tmax) 1.88 ชั่วโมง โดยมีปริมาณ Piperine ที่สามารถดูดซึมได้ในระยะเวลา 48 ชั่วโมง (AUC0-48h) 15,531 ng.h/ml และมีค่าครึ่งชีวิต (half-life) เท่ากับ 19.49 ชั่วโมง ซึ่งยาสหัศธาราขนาด 200 มิลลิกรัม มีขนาดมากกว่า ขนาด 100 มิลลิกรัมเป็นเท่าตัว ทั้งนี้ได้มีการติดตามความปลอดภัยก่อนและหลังรับประทานยาสารสกัดตำรับสหัศธารา 24 ชั่วโมง พบว่าไม่พบอาการผิดปกติจากการรับประทานยา และไม่พบว่ามีความเป็นพิษต่อตับและไต ในยาทั้ง 2 ขนาด โครงการย่อยที่ 7 การศึกษาความปลอดภัยของยาครีมจากสารสกัดตำรับสหัศธาราในอาสาสมัครสุขภาพดี (งานวิจัยคลินิกระยะที่ 1) การศึกษาความปลอดภัยของยาครีมจากสารสกัดตำรับสหัศธาราในอาสาสมัครสุขภาพดี เป็นการศึกษาเพื่อดูผลต่อการเกิดการระคายเคืองของสารสกัดตำรับสหัศธาราในความเข้มข้นต่างๆ รวมทั้งเพื่อดูผลของยาครีมสูตรตำรับจากสารสกัดตำรับสหัศธารา โดยได้ทำการศึกษาด้วยวิธี Closed Patch Test ซึ่งเป็นการศึกษาปฏิกิริยาการแพ้แบบอิมมูน (Allergic Reaction) และการแพ้แบบระคายเคือง (Irritation) ในอาสาสมัครสุขภาพดีจำนวน 13 คน เป็นเพศชาย 7 คน และ เพศหญิง 6 คน และประเมินผลการก่อการระคายเคืองตามคำแนะนำของ The International Contact Dermatits Research Group (ICDRG) โดยแพทย์ผิวหนัง 3 ราย ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดยาตำรับสหัศธาราที่มีความเข้มข้น 0.5 และ 1% ซึ่งเป็นความเข้มข้นที่ใช้ในการผลิตครีมตามสูตรตำรับนั้น มีความปลอดภัยในการใช้สารสกัดยาตำรับสหัศธาราที่ความเข้มข้น 3% มีความปลอดภัย แต่มีการระคายเคืองในบางราย และสารสกัดยาตำรับสหัศธาราที่ความเข้มข้น 5% มีการระคายเคืองต่อผิวหนังชัดเจน ไม่ปลอดภัยในการใช้ ? โครงการย่อยที่ 8 ยาพ่นละอองสารสกัดตำรับสหัศธาราสำหรับต้านอาการอักเสบชนิดเกิดเป็นแผ่นฟิล์มบนร่างกาย เพื่อพัฒนายาพ่นละอองฝอยสารสกัดตำรับสหัศธาราชนิดเกิดเป็นฟิล์มบนร่างกาย เพื่อเพิ่มความสะดวกและมีประสิทธิภาพในการบรรเทาอาการอักเสบของกล้ามเนื้อและลดอาการไม่พึงประสงค์จากการรับประทานยา ผลการศึกษาพบว่าการเลือกใช้สารสกัดที่ผ่านการกรองด้วย Activated Carbon 0, 10, 20 % นอกจากจะสามารถกำจัดกลิ่นและสีที่ไม่พึงประสงค์ ยังคงประสิทธิภาพในการต้านการอักเสบ โดยสารสกัด สหัศธาราที่กรองด้วยผงคาร์บอน 0, 10 และ 20% มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์จากเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย LPS โดยมีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ มีค่า IC50 เท่ากับ 4.15?0.58, 7.27?0.53 และ 7.92?0.23 ?g/ml ตามลำดับ และไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ผิวหนังทุกความเข้มข้น มีค่าความสว่างเท่ากับ 1.37?0.03, 1.87?0.14 และ 1.98?0.1 มีปริมาณ Piperine 118.18?1.16, 97.01?0.36 และ 85.29?1.03 mg/g ตามลำดับ และค่าความเป็นกรดด่าง 4.24?0.05 , 5.41?0.01, 5.41?0.00 และ 5.98?0.03 ตามลำดับ ในการศึกษาฤทธิ์การต้านการอักเสบ (COX-2) พบว่าสารสกัด สหัศธาราที่กรองด้วยผงคาร์บอน 0 และ 20% มีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้าง Prostaglandins (PGE2) จากเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นให้เกิดการอักเสบมีค่า IC50 เท่ากับ 9.78 และ 13.23 ?g/ml ตามลำดับ การพัฒนาสารสกัดสหัศธาราให้อยู่ในรูปแบบยาพ่นละอองชนิดเกิดเป็นฟิล์มบนร่างกาย (Film Forming Polymeric Spray) โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้จะมีสมบัติทางวิทยากระแส (rheology) ของสารละลายก่อนเปลี่ยนสภาพเป็นแผ่นฟิล์มที่เหมาะสม อัตราเร็วในการแห้ง รวมถึงต้องมีสมบัติทางกายภาพของแผ่นฟิล์ม ได้แก่ ความแข็งแรง ความยืดหยุ่นสูง ความเหนอะหนะของแผ่นฟิล์มต่ำ จากการศึกษาชนิดและปริมาณของพอลิเมอร์, ปริมาณพลาสติไซเซอร์ และสารปรุงแต่ง พบว่าสูตรตำรับที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสม คือ 6.5%K1-E1-PEG0.8 จึงได้นำสูตรตำรับดังกล่าวมาผสมกับสารสกัดสหัศธาราที่ผ่านการกรองด้วย Activated Carbon 20% โดยเติมสารสกัด 3% และนำไปทดสอบคุณสมบัติที่กล่าวข้างต้น พบว่ายังมีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม การประเมินความเป็นพิษของผลิตภัณฑ์ที่เตรียมขึ้นต่อ skin cells ด้วยเทคนิค MTT พบว่าความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ ที่ความเข้มข้นสูงสุด (50 ?g/ml) ยังคงส่งผลให้ HDFn cells มีความสามารถในการรอดชีวิตมากกว่าร้อยละ 70 แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่เตรียมขึ้นไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์ผิวหนัง และมีความปลอดภัยต่อเซลล์ผิวหนัง การศึกษาการปลดปล่อยและการซึมผ่านผิวหนังของสารสกัดจากตำรับที่อยู่ในรูปของแผ่นฟิล์มด้วย Franz diffusion cell โดยแผ่นฟิล์มสหัศธาราสามารถเพิ่มการซึมผ่านผิวหนังของสารสำคัญ (Piperine) ได้โดยมีอัตราการปลดปล่อยตัวยาทั้งหมด 83.5 ?g และการซึมผ่านผิวหนัง 51.58 ?g อย่างต่อเนื่อง การศึกษาความสามารถในการยับยั้งการหลั่งไนตริกออกไซด์ ของผลิตภัณฑ์ที่เตรียมขึ้นด้วยเทคนิคที่เหมาะสม โดยเลือกศึกษาเฉพาะตำรับที่มีลักษณะทางเคมีกายภาพที่ดี และสามารถปลดปล่อยสารสกัดได้เหมาะสม มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์จากเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกเหนี่ยวนำโดย LPS โดยมีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างไนตริกออกไซด์ มีค่า IC50 เท่ากับ 12.88 ? 1.47 ?g/ml การเลือกใช้สารสกัดสหัศธาราที่ผ่านการกรองด้วย ผงคาร์บอน 20% ลักษณะปรากฏทางเครื่องสำอางที่ดีที่สุด สามารถกำจัดกลิ่นและสีที่ไม่พึงประสงค์ได้ อีกทั้งยังคงประสิทธิภาพในการต้านการอักเสบ และไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง รวมทั้งมีลักษณะปรากฏทางเครื่องสำอางที่ดี (Good Cosmetic Appearance) การศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดตำรับยาสหัศธาราให้อยู่ในรูปแบบยาพ่นละอองชนิดเกิดเป็นฟิล์มบนร่างกาย สามารถส่งเสริมให้มีการใช้ตำรับยาไทยในรูปแบบที่สะดวก ทันสมัย มีประสิทธิภาพในการรักษา ตลอดจนช่วยลดอาการไม่พึงประสงค์ในระบบร่างกาย และสามารถเป็นทางเลือกสำหรับผู้ป่วยที่ต้องรักษาอาการอักเสบที่กล้ามเนื้อหรือข้อ