การพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการผลิตปุ๋ยหมักจากขยะชุมชน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบ และคุณสมบัติของขยะภายในศูนย์กำจัดขยะ ตำบลท่าอิบุญ จังหวัดเพชรบูรณ์เพื่อนำมาใช้ในการผลิตปุ๋ยหมักภายในชุมชนนอกจากนี้ยังศึกษาถึงคุณภาพของปุ๋ยหมัก ที่ผลิตจากขยะย่อยสลายได้ภายในศูนย์กำจัดขยะ ตำบลท่าอิบุญ จังหวัดเพชรบูรณ์ในรูปแบบที่แตกต่างกัน พร้อมทั้งเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างคุณภาพของปุ๋ยหมักที่ผลิต จากรูปแบบต่าง ๆ ดังกล่าวด้วย โดยกระบวนการที่ใช้ในการทำปุ๋ยหมัก ได้แก่ วิธีการหมักแบบใช้ออกซิเจน โดยกำหนดรูปแบบที่ใช้ในการผลิตออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกันประกอบด้วย รูปแบบที่ 1 โดยใช้เศษอาหาร เศษหญ้า และใบไม้เศษผักผลไม้ในอัตราส่วน 3:2:1 โดยน้ำหนัก และใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.1 เป็นตัวเร่งในกระบวนการหมักปุ๋ย และรูปแบบที่ 2 โดยใช้เศษอาหาร เศษหญ้า และใบไม้เศษผักผลไม้ในอัตราส่วน 3:2:1 โดยน้ำหนัก และใช้น้ำ หมักชีวภาพจากมะขาม เป็นตัวเร่งในกระบวนการหมักปุ๋ย จากการวิจัยผลดังนี้คือ (1) องค์ประกอบของขยะที่พบมากที่สุดภายในศูนย์กำจัดขยะ ตำบลท่าอิบุญ จังหวัดเพชรบูรณ์ ได้แก่ เศษอาหาร และอินทรีย์สาร คิดเป็นร้อยละ 46.98 รองลงมาได้แก่ ขยะรีไซเคิลจำพวกพลาสติก กระดาษ และแก้ว คิดเป็นร้อยละ 22.92 8.69 และ 5.37 ตามลำดับ (2) คุณภาพของปุ๋ยหมักที่ได้จากการผลิตตาม รูปแบบที่ 1 พบว่า ปุ๋ยหมักที่ผลิตจากขยะรูปแบบที่ 1 ในวันที่ 15 มี pH มีค่าเฉลี่ย 6.71 ค่าการนาไฟฟ้า 2.42 ms/cm ค่าอินทรียว์ตัถุมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 38.50 อัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจน มีค่าเฉลี่ย 17.80:1 โพแทสเซียมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 1.15 และไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 1.25 มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานข้างต้น ทุกพารามิเตอร์ยกเว้นปริมาณความชื้นมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 33.23 และปริมาณฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.36 เท่านั้น ที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักของกรมพัฒนาที่ดิน และในวันที่ 30 พบวา่ มีความเป็นกรด และด่าง มีค่าเฉลี่ย 6.60 ค่าการนำไฟฟ้า 4.34 ms/cm ค่าอินทรีย์วัตถุมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 73.93 โพแทสเซียมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 1.43 และไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 1.13 มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานข้างต้น ทุกพารามิเตอร์ยกเว้น ปริมาณความชื้นมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 43.47 อัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ย 38.13:1 และปริมาณฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.30 เท่านั้น ที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักของกรมพัฒนาที่ดิน ส่วนปุ๋ยหมักที่ผลิตจากขยะ รูปแบบที่ 2 ในวันที่ 15 มีความเป็นกรด และด่างมีค่าเฉลี่ย 6.22 ค่าการนำไฟฟ้า1.80 ms/cm และค่าอินทรีย์วัตถุมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 39.80 มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานข้างต้นยกเว้นปริมาณความชื้นมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 31.40 อัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ย 17.80:1 ฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.19 โพแทสเซียมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.85 และไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.98 ที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักของกรมพัฒนาที่ดิน ส่วนในปุ๋ยหมักที่ผลิตจากขยะรูปแบบที่ 2 ในวันที่ 30 พบว่า มีความเป็นกรด และด่างค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.45 ค่าการนำไฟฟ้า4.70 ms/cm ค่าอินทรียวตัถุมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 68.40 และไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 1.02 มีค่าเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานข้างต้น ยกเว้น ปริมาณความชื้นมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 40.80 อัตราส่วนระหว่างคาร์บอนต่อไนโตรเจนมีค่าเฉลี่ย 45.10:1 ฟอสฟอรัสมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.29 และโพแทสเซียมมีค่าเฉลี่ยร้อยละ 0.84 ที่พบว่า ยังไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานปุ๋ยหมักของกรพัฒนาที่ดิน (3) การเปรียบเทียบของปุ๋ยหมักที่ได้รับจากการผลิตทั้ง 2 รูปแบบ พบว่า ปุ๋ยหมักที่ได้รับจากการผลิตตามรูปแบบที่ 1 และ 2 มีคุณภาพแตกต่างกัน ไม่มากนัก พบว่าปุ๋ยหมักที่ได้รับจากการผลิตตามรูปแบบที่ 1 มีคุณภาพดีกว่าปุ๋ยหมักที่ผลิตตาม รูปแบบที่ 2 เล็กน้อยโดยเฉพาะในส่วนของค่าธาตุอาหารหลัก คือ ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) และปริมาณไนโตรเจน (N) ทั้งในวันที่ 15 และในวันที่ 30 ของการหมัก