กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาถังหมักปุ๋ยครัวเรือนขนาดเล็กสำหรับขยะอินทรีย์และเศษอาหาร และเพื่อศึกษาประสิทธิภาพของถังหมักและความพึงพอใจของผู้ใช้งานถังหมัก โดยได้ทำการพัฒนาชุดถังหมักขนาด 60 ลิตรและจุลินทรีย์ช่วยย่อยจำนวน 3 ชนิดที่ถูกตรึงใน Activated carbon ได้แก่ Bacillus subtilis B001 Bacillus thuringiensis W2A และ Trichoderma sp. การศึกษาแบ่งออกเป็น 3 ชุดการทดลอง ได้แก่ T1) ถังหมักแบบไม่มีท่อระบายอากาศเป็นแกนกลาง T2) ถังหมักแบบมีท่อระบายอากาศเป็นแกนกลาง และ T3) ถังหมักแบบมีท่อระบายอากาศเป็นแกนกลางและหัวเชื้อจุลินทรีย์ 10% โดยวัสดุหมักได้แก่ เศษผัก เศษผลไม้ ข้าว และใบไม้แห้ง ในอัตราส่วน 1:1:1:1 โดยน้ำหนัก มีค่า C/N เริ่มต้นที่ 48 ทำการทดลองเป็นเวลา 8 สัปดาห์ การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกใส่วัสดุหมักจำนวน 1 กิโลกรัม อย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลา 15 วัน ปล่อยหมักทิ้งไว้ 15 วัน และในช่วงที่ 2 ทำซ้ำเช่นเดิมอีกครั้ง ผลการทดลองพบว่าอุณหภูมิในถังหมักทั้ง 3 ชุดการทดลองไม่แตกต่างกัน ในขณะที่ค่า pH และ EC มีความแตกต่างกันทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% หลังสิ้นสุดการทดลอง พบว่าคุณสมบัติของวัสดุปรับปรุงดินที่ได้นั้น T3 มีคุณสมบัติที่ดีกว่าในชุดการทดลองอื่นๆ โดยพบว่ามีค่า pH EC และ C/N ที่ 7.2, 1.2260 dS/CM และ 18 ตามลำดับ ในขณะที่ T2 มีค่า 6.7, 0.9567 dS/CM และ 22 และ T1 มีค่า 6.9, 0.9343 dS/CM และ 23 ตามลำดับ นอกจากนี้น้ำหมักที่ได้จาก T3 พบว่ามีปริมาณ Humic acid มากที่สุดคือ 1.1% ในขณะที่ T2 และ T1 มีค่า 1.0% และ 0.7% ตามลำดับ อย่างไรก็ตามธาตุอาหาร NPK พบว่ามีค่าน้อยในทุกชุดการทดลอง เมื่อนำชุดการทดลอง T3 ซึ่งประกอบด้วยถังหมักแบบมีท่อระบายอากาศเป็นแกนกลาง (ถังหมักปุ๋ย Super green) และเชื้อจุลินทรีย์ 10% ไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 ครัวเรือน หลังจาก 2 เดือนของการใช้ ผู้ใช้งานประเมินความพึงพอใจผ่านแบบสอบถาม พบว่ามีระดับความพึงพอใจของการใช้ถังหมักปุ๋ย Super green โดยรวมอยู่ที่ 4.5?0.8 โดยหัวข้อ “น้ำหมักที่ได้จากถังมีการนำไปใช้งานได้ดี” และหัวข้อ “ระดับความพึงพอใจต่อรูปลักษณะของถัง (โดยรวม)” ได้ระดับความพึงพอใจมากที่สุด โดยมีความพึงพอใจเท่ากันคือ 4.7?0.5 อยู่ในเกณฑ์ดีมาก ในขณะที่ หัวข้อ “ไม่มีปัญหาเรื่องของแมลง” มีระดับความพึงพอใจที่น้อยที่สุดคือ 3.9?1.4 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี เหตุผลที่สำคัญที่ทำกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งานเลือกใช้ถังหมักเศษอาหารหรือขยะอินทรีย์คือเพื่อการแก้ปัญหาเรื่องการกำจัดเศษขยะเศษอาหารเป็นอันดับแรก และให้ราคาของถังหมักที่คิดว่ามีความเหมาะสมเฉลี่ยที่ 1,200 บาทต่อถัง คำสำคัญ : ถังหมักปุ๋ย ขยะอินทรีย์และเศษอาหาร วัสดุปรับปรุงดิน
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 8 — 8. Actual deliverable qualified through test and demonstration
เมื่อสิ้นสุดการทดลอง จะได้ต้นแบบของถังหมักปุ๋ย Super green ที่ใช้สำหรับกำจัดเศษอาหารจากครัวเรือน โดยมีการทดสอบความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้ถังหมัก จำนวน ทั้งสิ้น 10 ครัวเรือน ซึ่งผู้วิจัยจะได้นำเอาข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ มาปรับปรุง ถังหมักปุ๋ย Super green เพื่อพัฒนาเป็นสินค้ารักษ์โลก หรือเพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ที่สนใจต่อไปในอนาคต
การศึกษานี้เป็นการนำเอาเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพมาช่วยย่อยเศษอาหารจากครัวเรือน ซึ่งจุลินทรีย์เหล่านี้ได้เคยได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรในการผลิตปุ๋ยหมักจากเศษวัชพืชที่เหลือทิ้งจากการเกษตรมาแล้ว และพบว่า เศษวัชพืชต่างๆ สามารถย่อยสลายได้ภายในระยะเวลา 21-30 วัน และปุ๋ยหมักที่ได้มีคุณภาพที่ดี ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้นำเอาองค์ความรู้ความรู้ในการผลิตปุ๋ยหมักเหล่านี้มาต่อยอดเพื่อใช้ในการลดปัญหาจากขยะจากครัวเรือน โดยการใช้ร่วมกับถังหมักปุ๋ยขนาดเล็ก ซึ่งเป็นถังที่ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่ายไม่ยุ่งยากและไม่ต้องใช้พลังงาน
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 9 — 9. actual project solution (s) proven in relevant environment
เมื่อสิ้นสุดการทดลอง จะได้ต้นแบบของถังหมักปุ๋ย Super green ที่ใช้สำหรับกำจัดเศษอาหารจากครัวเรือน ซึ่งสามารถนำเอาถังหมักปุ๋ยนี้ไปใช้เพื่อกำจัดขยะ และเศษอาหารจากครัวเรือนได้ เป็นการลดปริมาณขยะอินทรีย์ได้ดี ถังหมักปุ๋ย Super green เป็นถังที่ออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องมีหลายถัง สามารถกำจัดเศษอาหารได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอให้กระบวนการเป็นปุ๋ยเสร็จสิ้นทั้งถังจึงจะเริ่มใส่เศษอาหารลงไปใหม่ได้ และสามารถใช้ปุ๋ยได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ซึ่งนับได้ว่าเป็นถังที่หมักปุ๋ยที่พัฒนามาสำหรับตอบโจทย์สำหรับทุกครัวเรือน ที่ประหยัดทั้ง เงิน เวลา และความสะดวกสบาย และยังเป็นการช่วยลดปริมาณขยะให้แก่โลกของเราอีกด้วย
ในปัจจุบันปัญหาขยะถือเป็นปัญหาที่สำคัญของโลก ที่ทุกคนจะต้องตะหนักและร่วมกันแก้ไข ปริมาณขยะที่เพิ่มจำนวนขึ้นทุกปี นำมาซึ่งปัญหาทางสิ่งแวดล้อมมากมาย โดยเฉพาะปัญหาโลกร้อนที่มาพร้อมกับการย่อยสลายของอาหารและเศษอินทรีย์ต่างๆ สำหรับประเทศไทยนั้น พบว่าคนไทยสร้างขยะมากกว่า 1.14 กิโลกรัม/คน/วัน และมากกว่าร้อยละ 64% ของขยะชุมชนที่พบ เป็นขยะอินทรีย์ ที่สามารถย่อยสลายได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วประชาชนสามารถที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยโลกของเราได้ ด้วยการจัดการกับเศษอาหารและเปลี่ยนให้เป็นปุ๋ยหมักชีวภาพได้ ด้วยวิธีที่ง่ายๆ และไม่สิ้นเปลืองเงินและแรงงาน