ความหลากหลายทางชีวภาพกับการพัฒนาเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน: กรณีศึกษาเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยในจังหวัดกำแพงเพชร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบผสมผสม มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพและ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมชองภาคเกษตรกรรมในจังหวัดกำแพงเพชร และ (2) เพื่อศึกษากระบวนการสร้าง เครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยโดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในจังหวัด กำแพงเพชร โดยกลุ่มตัวอย่างคือ เกษตรกร ผู้นำชุมชน และผู้แทนเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการผลิต สินค้าเกษตรปลอดภัยในจังหวัดกำแพงเพชร กลุ่มตัวอย่างที่เป็นเกษตรกรในพื้นที่ศึกษาวิจัยจำนวน 320 คน เป็นเพศชาย ร้อยละ 57.50 และเพศหญิง ร้อยละ 4250 ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 38-59 ปี (ร้อยละ 65.00) มีระดับการศึกษาในระดับประถมศึกษา (ร้อยละ 82.50) มีสถานภาพสมรส คือ แต่งงานและอยู่ด้วยกัน (ร้อยละ 84.70) กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดนับถือศาสนาพุทธ ครัวเรือนเกษตรกรมีรายได้เฉลี่ย 13,044 บาพ/เตือน มีรายจ่ายเฉลี่ย 8,824 บาท/เดือน เกษตรกรมี รายได้จากการทำเกษตรกรรมเฉลี่ย 146,235 บาท/ครัวเรือน โดยมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 70,876 บาท/ครัวเรือน และครัวเรือนของเกษตรกรมีหนี้สินเฉลี่ย 222,850 บา/ครัวเรือน ในจำนวนกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด แบ่งเป็นเกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรปลอภัย ร้อยละ 77.5 และเป็นเกษตรกรที่ไม่ได้ผลิตสินค้าเกษตรกรปลอดภัย ร้อยละ 22.5 เกษตรกรที่ผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยมีประสบกรณ์ผลิตสินค้าเฉลี่ย 8.68 ปี เกษตรกรร้อยละ 69.1 เป็นสมาชิกเครื่อช่ายกษตรกรผู้ผลิตสินค้าปลอดภัย ส่วนร้อยละ 30.9 ไม่ได้เป็นสมาชิกเครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตสินค้า เกษตรปลอดภัยเหตุผลที่เกษตรกรตัตสินใจผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยมากที่สุดคือ เพื่อน/คนรู้จักแนะนำ คิดเป็นร้อยละ 31.5 รองลงมาคือ ต้องการให้ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าที่ปลอดภัย, เป็นห่วงสุขภาพตนเอง และได้ราคาดี คิดเป็นร้อยละ 26.6, 25.0 และ 21.9 ตามลำดับเกษตรกรส่วนใหญ่ร้อยละ 82.8 เคยรับรู้เกี่ยวกับการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย โดยเกษตรกรรับรู้ข้อมูลจากคำบอกเล่าของผู้นำชุมชน/คนในชุมชน มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 51.6 รองลงมาคือ การอบรมชองหน่วยงาน ต่างๆ เช่น ศูนย์การเรียนรู้, เกษตรจังหวัด ร้อยละ 30.9 และสื่อสาธารณะต่างๆ ร้อยละ 17.4 ทัศคติที่มีต่อการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย พบว่า เกษตรกรทั้งเพศหญิงและเพศชายมีทัศนคติต่อการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยไม่แตกต่างกัน ในกลุ่มเกษตรกรที่มีอายุ 0-37 ปี มีทัศนคติเชิงบวกต่อการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยมากกว่ากลุ่มเกษตรกรที่มีอายุ 38-59 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนเกษตรกรที่มีระดับการศึกษาสูงจะมีทัศนคติเชิงบวกต่อสินค้าเกษตรปลอดภัยมากกว่าเกษตรกรที่มีระดับการศึกษาต่ำทัศนคติที่มีต่อการทำงานอย่างมีส่วนร่วม พบว่า เกษตรทั้งเพศหญิงและเพศชายมีทัศนคติต่อการทำงานอย่างมีส่วนร่วมไม่แตกต่งกัน ในกลุ่มเกษตรกรที่มีอายุ 0-37 ปี มีทัศนคติเชิงบวกต่อทำงานอย่างมีส่วนร่วมมากกว่ากลุ่มเกษตรกรที่มีอายุ 38-59 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่วนเกษตรกรที่มีระดับการศึกษาสูงจะมีทัศนคติเชิงบวกต่อการทำงานอย่างมากส่วนร่วมมากกว่าเกษตรกรที่มีระตับการศึกษาต่ำเพศหญิงมีความรู้เรื่องสินค้าเกษตรปลอดภัยมากกว่าเพศชาย เกษตรกรที่มีอายุ 0-37 ปี มีความรู้เรื่อง สินค้าเกษตรปลอดภัยมากกว่าเกษตรกลุ่มที่มีอายุ 38-59 ปี และอายุ 60 ปีขึ้นไป และเกษตรกรที่มีระดับการศึกษาสูงมีความเรื่องสินค้าเกษตรปลอดภัยมากกว่าเกษตรกรที่มีระดับการศึกษาต่ำการศึกษาครั้งนี้พบว่า เงื่อนไซปัจจัยสำคัญที่ส่งต่อการสร้างเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน ได้แก่ (1) เน้นความสำคัญของบริบทของพื้นที่ที่มีความเฉพาะเจาะจง (2) สนับสนุนการพัฒนาที่อยู่บนพื้นฐานของความเข้มแข็งจากภายในชุมชน และ (3) ประสานความร่วมมือการทำงานเป็นภาคีเครือข่ายแบบ "เบญจภาคี"