Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2558

ประสิทธิศักย์องค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากสัก(TectonagrandisL.f.) ต่อลูกน้ำยุงลายบ้าน(Aedesaegypti (L.))

คณพศ ทองขาว กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2558

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากสักด้วยวิธีการแช่ ยุ่ยและทดสอบประสิทธิศักย์ของสารสกัดจากสักต่อลูกน้ำยุงลายบ้านสายพันธุ์ห้องปฏิบัติการ ด้วยวิธีการ ทดสอบทางชีวภาพ โดยใช้ลูกน้ำยุงระหว่างวัยที่ 3 และ 4 เพื่อหาอัตราการตายของลูกน้ำยุงลายบ้านที่ ระดับความเข้มข้น 0,00, 0.25, 0.5, 1, 2.5 และ 5% ตามลำดับ ที่ 24 ชั่วโมง ผลการศึกษาของการ วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากสักโดยใช้เทคนิคการทดสอบแก๊สโครมาโทรกราฟี - แมส. สเปคสเปคโทรมิเตอร์ พบสารเคมี 10 ชนิด โดยชนิดที่พบปริมาณมากที่สุด คือ 2,3-Butanediodiol (40.35%) รองลงมา คือ 2,3-Butanediol, [R-(Re.Re))- (38.29%) และ a-D-Glucopyranoside, methyl (13.89%) ตามลำดับ และในการทดสอบประสิทธิศักย์สารเคมีที่วิเคราะห์ได้จากสารสกัดจากสัก จำนวน 6 ชนิด ต่อลูกน้ำยุงลายบ้าน โดยเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างอัตราการตายของลูกน้ำในแต่ ละความเข้มข้นของสารเคมีที่สามารถฆ่าลูกน้ำยุงลายบ้านได้ พบว่า มีความแตกต่างทางสถิดย่างมี นัยสำคัญยิ่ง (P < 0.01) โดย Phenol, 3,4,5-trimethoxy- 2.5%, 2,3-Butanediol 5%, 9,10- Anthracenedione, 2-methyl- 0.05% และ 9,10-Anthracenedione, 2-methyl-0.1% สามามารถฆ่า ลูกน้ำยุงลายบ้านได้ดีที่สุด มีอัตราการตายเท่ากับ 86, 91, 98 และ 100% ตามลำดับ ซึ่งไม่แตกต่างจาก Positive Control (Temephos 0.0001% (1 ppm.)) มีอัตราการตายเท่ากับ 100% แต่มีความแตกต่าง จาก Negative Control มีอัตราการตายเท่ากับ 0% ส่วน 9,10-Anthracenedione, 2-methyl- 0.01% ทั้งนี้ 9,10-Anthracenedione, 2-methyl- 0.025% สามารฆ่าลูกน้ำยุงลายบ้านได้ แต่อัตราการตาย เท่ากับ 61 และ 7796 ตามลำดับ จากการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของสารสกัดจากสักทีใช้ในการ ทดสอบครั้งนี้ พบว่า 9,10-Anthracenedione, 2-methyl- 0.05% uละ 9,10-Anthracenedione, 2- methyl- 0.1% ซึ่งเป็นสารเทคโทควีโนน ซึ่งสามารถทำให้ลูกน้ำยุงลายบ้านมีอัตราการตายเท่ากับ 98 และ 100% ตามลำดับ เป็นไปได้ว่าควรมีการศึกษาและพัฒนารูปแบบสูตรผสมและหาระดับความเข้มข้นที่ เหมาะสมสำหรับนำไปใช้ในการกำจัดลูกน้ำยุงลายต่อไป แต่ทั้งนี้ยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวความเป็นพิษต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมซึ่งควรมีการดำเนินการศึกษาต่อไปในอนาคต

คำสำคัญ

ลูกน้ำยุงลายบ้านAedes aegypti (L.) LarvaeTeak (Tectona grandis L.f.) ExtractsCulex quinquefasciatus Say larvaeลูกน้ำยุงรำคาญสารสกัดสัก

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การทดสอบฤทธิ์ไล่ยุงของสารสกัดจากสัก (Tectona gramdis L.f.)

สุทธิ ทองขาว สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 พ.ศ. 2555

ประสิทธิภาพการไล่ของสารสกัดจากสัก (Tectona grandis L.f.) ต่อยุงลายบ้าน (Aedes aegypti Linnaeus)

คณพศ ทองขาว กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2556

การทดสอบความไวของยุงลายต่อการกำจักแมลงกลุ่มไพรีทรอยด์สังเคราะห์

วาสนา สอนเพ็ง พ.ศ. 2557

ผลของสารสกัดจากเมล็ดน้อยหน่าต่ออัตราการตายของแมลงวัน ยุง และเห็บโค

คณิต ขอพลอยกลาง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พ.ศ. 2558

ประสิทธิศักย์ในการป้องกันยุงของน้ำส้มควันไม้แบบทาและแบบธูปจุดกันยุงต่อยุงลายบ้าน

โสภาวดี มูลเมฆ กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2558

การเปรียบเทียบวิธีสกัดสารก่อภูมิแพ้จากยุง โดยวิธี sonication และวิธี homogenization

อดิศักดิ์ วงศ์ขจรศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล พ.ศ. 2559

การศึกประสิทธิภาพการออกฤทธิ์ไล่ยุงของผลิตภัณฑ์ไล่ยุงมาตราฐานต่อยุงลาย Ae. aegypti สายพันธุ์ที่ดื้อและสายพันธุ์ที่ไวต่อสารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์

เบญจวรรณ ตื้อตัน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. 2558

ประสิทธิภาพของสารสกัดจากสัก (Tectona grandis L.f.) ต่อลูกน้ำยุงลายบ้าน (Aedes aegypti (L.)) และลูกน้ำยุงรำคาญ (Culex quinquefasciatus Say)

สุทธิ ทองขาว กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2556

การตรวจเชื้อไวรัสเด็งกี ไวรัสซิก้า และไวรัสชิคุนกุนยา ในระดับโมเลกุล ในยุงลายบ้าน Aedes aegypti และยุงลายสวน Aedes albopictus

สุรชาติ โกยดุลย์ กรมควบคุมโรค พ.ศ. 2559

ประสิทธิผลทางชีววิเคราะห์ของผลิตภัณฑ์เคมีกําจัดแมลงต่อตัวเต็มวัยแมลงสาบเยอรมัน

พรรณเกษม แผ่พร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พ.ศ. 2560