การสำรวจข้อมูลในการทำนาข้าวในพื้นที่ 16 ตำบล อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการสำรวจพื้นที่ในการทำนาข้าวจำนวน 16 ตำบล คือ ตำบลบ้านแพน ตำบลมารวิชัย ตำบลรางจรเข้ ตำบลเจ้าเสด็จ ตำบลเจ้าเจ็ด ตำบลหัวเวียง ตำบลสามกอ ตำบลสามตุ่ม ตำบลลาดงา ตำบลชายนา ตำบลดอนทอง ตำบลบ้านแถว ตำบลบ้านโพธิ์ ตำบลบ้านหลวง ตำบลบ้านกระทุ่มและตำบลบางนมโค ในอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยการสัมภาษณ์และจากแบบสอบถามเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของผู้วิจัยกับสำนักงานเกษตรอำเภอ เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น ผลการสำรวจพบว่าเกษตรกรมีอายุอยู่ในช่วง 47-64 ปี มีประสบการณ์การทำนามากกว่า 15 ปี มีที่ดินของตนเองในการทำนามากกว่า 20 ไร่ ยกเว้นตำบลบ้านหลวงและตำบลสามตุ่มที่เกษตรกรมีที่ดินของตนเองในการทำนา 11-20 ไร่ และเช่าที่ดินในการทำนามากกว่า 20 ไร่ ยกเว้นตำบลบ้านหลวงที่เกษตรกรเช่าที่ดินในการทำนา 6-10 ไร่ ทุกตำบลทำนาแบบนาปลังในลักษณะนาหว่าน ยกเว้นตำบลเจ้าเจ็ดทำนาในลักษณะนาดำ เกษตรกรในตำบลดอนทองและตำบลลาดงาปลูกข้าวสายพันธุ์พิษณุโลก ตำบลบ้านแถวและตำบลรางจรเข้ปลูกข้าวสายพันธุ์หอมปทุม และอีก 12 ตำบลที่เหลือปลูกข้าวสายพันธุ์ กข 31, 41, 47 และ 57 รวมทั้งสายพันธุ์ชัยนาท หอมปทุม และสุพรรณบุรี ซึ่งใช้เมล็ดพันธุ์โดยเฉลี่ย 25-30 กิโลกรัม/ไร่ ยกเว้นตำบลดอนทองใช้เมล็ดพันธุ์โดยเฉลี่ย 15-20 กิโลกรัม/ไร่ ตำบลเจ้าเจ็ดใช้เมล็ดพันธุ์โดยเฉลี่ยมากกว่า 30 กิโลกรัม/ไร่ การใส่ปุ๋ยของเกษตรกรทั้ง 16 ตำบลจากการสำรวจ พบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้ปุ๋ยเคมีแบบหว่านทั่วนา ในการปลูกข้าว และใส่ปุ๋ยโดยเฉลี่ย 2 ครั้งต่อการปลูกข้าว 1 รอบ ยกเว้นตำบลเจ้าเสด็จ ตำบลบ้านกระทุ่ม ตำบลรางจรเข้ และตำบลสามกอที่ใส่ปุ๋ยโดยเฉลี่ย 3 ครั้งต่อการปลูกข้าว 1 รอบ โดยทั่วไปซื้อปุ๋ยเคมีจากร้านค้าเอกชน ยกเว้นเกษตรกรตำบลบ้านแถวซื้อจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวทั้ง 16 ตำบลไม่รู้จักและไม่เคยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาและบิววาเรีย สำหรับผลผลิตข้าวเปลือกที่ได้นั้นทั้ง 16 ตำบลมีการขายทั้งหมด และพบว่ามีความแตกต่างกันมากตั้งแต่ 20 กิโลกรัม/ไร่จนถึง 17,000 กิโลกรัม/ไร่ ราคาข้าวเปลือกอยู่ในช่วง 900-9,000 บาท/ตัน ส่งผลให้ต้นทุนและกำไรในการปลูกข้าวมีความแตกต่างกันมากเช่นกันโดยอยู่ระหว่าง 450-6,000 บาท/ไร่ และ 400-2,000 บาท/ไร่ตามลำดับ ปัญหาและแนวทางแก้ไขที่เกษตรกรส่วนใหญ่พบคือ ปัญหาดินเปรี้ยว ดินเค็ม ซึ่งสามารถใช้ปุ๋ยปรับสภาพดินได้ ปัญหาน้ำขาดแคลน ทำให้ต้องหาแหล่งน้ำทดแทน ปัญหาหนอนม้วนใบ หนอน เพลี้ย และหนู ที่เกษตรกรต้องฉีดยา ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งจะต้องมีการลดการใช้ปุ๋ยและเพิ่มราคาข้าวให้สูงขึ้น สำหรับหน่วยงานของรัฐที่เกษตรกรติดต่ออยู่คือ องค์การบริหารส่วนตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ ผู้ใหญ่บ้านและเทศบาล อย่างไรก็ตามในอนาคตเกษตรกรทั้ง 16 ตำบลจะยังทำนาต่อไป 2 รอบต่อปี ข้อมูลที่วิเคราะห์ได้นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับเกษตรกรในภาพรวมจากการใช้พื้นที่นาข้าวอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจสามารถพัฒนาการปลูกข้าวได้อย่างยั่งยืน