กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
จากสถานการณ์ปัจจัยการผลิตภาคการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งปุ๋ยเคมีที่ขายในท้องตลาดมีราคาสูงขึ้นในปัจจุบัน การจัดการดินและการปรับเปลี่ยนวิธีการใช้ปุ๋ยของเกษตรกรในการผลิตข้าวของประเทศจึงมีความสาคัญอย่างมากในการช่วยลดต้นทุนการทานาของเกษตรกร งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากรรมวิธีการจัดการดินร่วมกับการใช้ปุ๋ยในรูปแบบต่าง ๆ ต่อการเจริญเติบโต ผลผลิตและคุณภาพของผลผลิต การดูดใช้ธาตุอาหาร รวมทั้งสมบัติดินภายหลังการเก็บเกี่ยวข้าว ดาเนินการทดลองในพื้นที่นาเกษตรกร ตาบลกระแชง อาเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จากผลการทดลองพบว่ากรรมวิธีปลูกถั่วเขียวเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับการใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ เป็นวิธีการที่ให้ปริมาณผลผลิตเมล็ดข้าวสูงที่สุด แต่ทั้งนี้ผลที่ได้ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติกับตารับทดลองที่ปลูกถั่วเขียวเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับการใส่ปูนโดโลไมต์อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ และเมื่อพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบจะพบว่ากรรมวิธีปลูกถั่วเขียวเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับการใส่ปูนโดโลไมต์อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ นอกจากจะให้ผลผลิตเมล็ดข้าวที่ความชื้น 14 เปอร์เซ็นต์ในปริมาณสูงแล้ว ยังมีผลให้สมบัติดินขั้นพื้นฐานสูงกว่ากรรมวิธีทดลองอื่น ๆ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าวิธีการที่เหมาสมสาหรับปลูกข้าวหอมปทุมในพื้นที่ตาบลกระแชง อาเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือการปลูกถั่วเขียวเป็นปุ๋ยพืชสดและใส่ปุ๋ยในอัตราตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใส่ปูนโดโลไมต์อัตรา 500 กิโลกรัมต่อไร่ โดยวิธีการดังกล่าวจะทาให้ข้าวหอมปทุมที่ปลูกสามารถให้ผลผลิตได้สูงสุด 729 กิโลกรัมต่อไร่
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 7 — 7. Final development version of the deliverable demonstrated in operational
การทดลองนี้เป็นการทดลองที่ทำจริงในสภาพแปลงทดลองของเกษตรกร ลักษณะดิน สภาพแวดล้อมต่างๆ เป็นลักษณะเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมถึงกรรมวิธีการเปรียบเทียบซึ่งเป็นลักษณะปฏิบัติที่แท้จริงของเกษตรกรในพื้นที่ ผลการทดลองที่ได้จากการทดลองนี้จะสะท้อนประสิทธิภาพที่แท้จริงของปุ๋ยสั่งตัดทั้งในเชิงผลผลิตที่ได้ และต้นทุนที่เกษตรกรใช้จริง เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรมีความเข้าใจและนำไปปฏิบัติในไร่นาของตนเอง นอกจากนี้การปรับระบบการปลูกพืชเป็นแบบปลูกพืชหมุนเวียนจะช่วยป้องกันปัญหาการผลิตข้าวที่มากเกินความต้องการของตลาด ลดความเสี่ยงเนื่องจากปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอในช่วงเพาะปลูก ลดการสะสมของโรคแมลงในแปลงปลูก ส่งผลถึงการลดต้นทุนในการผลิตตามมา
เทคโนโลยีการใช้ปุ๋ยสั่งตัดมีการพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่ระดับการทดลองในสภาพโรงเรือนจนถึงระดับสถานีวิจัยและแปลงทดลองเกษตรกรในบางพื้นที่ แต่ทั้งนี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวในอีกหลายพื้นที่ของประเทศก็ยังคงไม่เข้าใจถึงหลักการที่แท้จริงในการนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ ประกอบกับระบบการทำนาของเกษตรกรที่เป็นแบบไม่มีการพักหน้าดิน (ทำนาติดต่อกัน 2-3 ครั้ง/ปี) ลักษณะเช่นนี้จึงมีผลให้เป็นแหล่งสะสมของโรคแมลง และมีโอกาสที่จะเกิดอาการเมาตอซังของข้าวอันเนื่องมาจากการย่อยสลายตอซังที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้มีการใช้ปุ๋ยยา และสารเคมีเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตจึงสูงขึ้นตามไป
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. proposed solution(s) validated, now by relevant stakeholders in the area
ภายหลังจากงานทดลองแล้วเสร็จคณะผู้วิจัยจะได้ข้อมูลจริงถึงผลผลิต และต้นทุน อีกทั้งราคาจำหน่ายผลผลิต ซึ่งจะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์แก่เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรได้ตัดสินใจในการนำวิธีการที่ได้จากงานทดลองไปใช้จริงในแปลงนาของเกษตรกรเอง จึงจัดระดับความพร้อมทางสังคมไว้ที่ SRL 5 คือ แนวทางการแก้ปัญหาได้รับการตรวจสอบและถูกนำเสนอต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการนำเทคโนโลยีนั้นไปใช้
จากปัญหาในเรื่องผลผลิตข้าวที่มีในปริมาณมากเกินไปในพื้นที่ การปรับระบบเขตกรรมและการใช้ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสมต่อความต้องการของพืชนั้นจะเป็นแนวทางให้เกษตรกรนำไปใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเนื่องจากยังไม่มีรายงานการนำเทคโนโลยีปุ๋ยสั่งตัดไปใช้ในพื้นที่มาก่อน ดังนั้นจึงจัดระดับความพร้อมทางสังคมไว้ที่ SRL 4 ทั้งนี้เนื่องจากงานทดลองนี้จัดได้ว่าเป็นงานทดลองนำร่องเพื่อยืนยันผลตามที่คาดคะเนไว้ว่าจะได้ตามจริงหรือไม่