ปัจจัยของตำรับต่อค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิจิเนสชนิดที่ 2 จากธรรมชาติที่เตรียมในรูปแบบตำรับไมโครอิมัลชัน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาตำรับไมโครอิมัลชันสำหรับรับประทานของสารสกัดโคนต้นหม่อนซึ่งเป็นสารยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิจิเนสชนิดที่ 2 จากธรรมชาติ และเพื่อศึกษาปัจจัยของตำรับไมโครอิมัลชันสำหรับรับประทานที่มีผลต่อค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ โดยประเมินจากความคงตัว การปลดปล่อยสารสำคัญออกจากตำรับ และการย่อยได้ในหลอดทดลองที่เลียนแบบสภาวะในลำไส้เล็ก ขั้นแรกเริ่มจากการเตรียมสารสกัดโคนต้นหม่อน และวิเคราะห์หาปริมาณออกซีเรสเวอราทรอล ซึ่งเป็นสารบ่งชี้ โดยใช้เทคนิคโครมาโทกราฟฟีของเหลวสมรรถนะสูง จากนั้นสร้างเฟสไดอะแกรมไตรภาคเทียมทำเพื่อหาอัตราส่วนที่เหมาะสมของส่วนประกอบต่างๆ ในการเตรียมไมโครอิมัลชัน น้ำมัน และสารลดแรงตึงผิว ที่ศึกษา คือ คาปริลิค/คาปริค ไตรกลีเซอไรด์ และ พีอีจี-8 คาปริลิค/คาปริค กลีเซอไรด์ สารลดแรงตึงผิวร่วมที่เลือกมาศึกษา คือ โพลีกลีเซอริล-3 ไดไอโซสเตียริค และ ซอร์บิแทน โมโนโอลีเอท ทำการศึกษาผลของอัตราส่วนของสารลดแรงตึงผิวต่อสารลดแรงตึงผิวร่วมด้วย โดยการปรับเปลี่ยนอัตราส่วนที่ 1:2, 1:1, 2:1, 3;1 and 4:1 ตำรับทั่วไปใช้น้ำเป็นวัฏภาคน้ำ ส่วนกรณีที่ศึกษาผลของตัวทำละลายร่วมจะนำโพรพิลีนไกลคอลไปผสมกับน้ำที่อัตราส่วน 1:1 และใช้เป็นวัฏภาคน้ำ ประเมินลักษณะของไมโครอิมัลชันที่ได้ ในด้านความหนืด ขนาดอนุภาค และจุดขุ่น จากนั้น คัดเลือกไมโครอิมัลชันที่มีลักษณะดีไปผสมกับสารสกัดและทดสอบความคงตัวที่ 4 องศาเซลเซียส, อุณหภูมิห้อง และ 45 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 75% เป็นเวลา 24 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังศึกษาการปลดปล่อยสารสกัดในหลอดทดลอง ส่วนความสามารถของตำรับในการเพิ่มค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารสกัดโคนต้นหม่อนได้ทำการศึกษาโดยการย่อยได้ในหลอดทดลองซึ่งจำลองการย่อยในลำไส้เล็ก ตำรับควบคุมที่ใช้ในการศึกษานี้คือน้ำผสม PG ในอัตราส่วน 1:1 ผลการศึกษา พบว่า สารสกัดโคนต้นหม่อนที่เตรียมได้มีปริมาณออกซีเรสเวอราทรอลร้อยละ 17.87?0.61 และจากการสร้างเฟสไดอะแกรมไตรภาคเทียม พบว่าองค์ประกอบที่ต่างจะได้พื้นที่ไมโครอิมัลชันที่ต่างกัน ตำรับไมโครอิมัลชัน 4 ตำรับถูกคัดเลือกจาก 4 เฟสไดอะแกรมไตรภาคเทียม ซึ่งประกอบด้วย คาปริลิค/คาปริค ไตรกลีเซอไรด์ (ร้อยละ 10) พีอีจี-8 คาปริลิค/คาปริค กลีเซอไรด์ / โพลีกลีเซอริล-3 ไดไอโซสเตียริค (ร้อยละ 70) และวัฏภาคน้ำ (ร้อยละ 20) อัตราส่วนของพีอีจี-8 คาปริลิค/คาปริค กลีเซอไรด์ ต่อโพลีกลีเซอริล-3 ไดไอโซสเตียริค ของตำรับ 1 ถึง 4 คือ 2:1, 3:1, 4:1 and 3:1 ตามลำดับ วัฏภาคน้ำของตำรับ 1-3 ประกอบด้วยน้ำอย่างเดียว ขณะที่ วัฏภาคน้ำของตำรับ 4 ประกอบด้วย โพรพิลีนไกลคอลไปผสมกับน้ำที่อัตราส่วน 1:1 จากการศึกษาถึงคุณสมบัติของไมโครอิมัลชันทั้ง 4 ตำรับ พบว่า องค์ประกอบของตำรับไมโครอิมัลชันสำหรับรับประทานที่พัฒนาขึ้นไม่มีผลต่อ ลักษณะทางกายภาพ และความหนืด แต่พบว่ามีผลต่ออุณหภูมิจุดขุ่น โดยตำรับ 4 มีอุณหภูมิจุดขุ่นสูงสุด ซึ่งแสดงถึงความคงตัวทางเทอร์โมไดนามิกซ์ รองมาคือตำรับ 3 ตำรับ 2 และ ตำรับ 1 ตามลำดับ เนื่องจากตำรับ 1 และ 2 มีอุณหภูมิจุดขุ่นต่ำกว่า 45 องศาเซลเซียส ในขั้นต่อไปจึงคัดเลือกเฉพาะตำรับ 3 และ 4 ไปผสมกับสารสกัดโคนต้นหม่อน ผลการศึกษาความคงตัว พบว่า ตำรับ 3 และ 4 สามารถเพิ่มความคงตัวของสารสกัดได้ดีกว่าตำรับควบคุม ผลการศึกษาชัดขึ้นเมื่อทดสอบที่อุณหภูมิสูง ที่ 6 ชั่วโมง ปริมาณสารสกัดปลดปล่อยสะสมของตำรับ 3 ตำรับ 4 และตำรับควบคุมเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ขณะที่ผงแห้งของสารสกัดที่ไม่ได้เตรียมตำรับถูกปลดปล่อยออกมาเพียงร้อยละ 70 ผลการศึกษาการย่อยได้ในหลอดทดลองซึ่งเลียนแบบสภาวะในลำไส้เล็ก พบว่า สารสกัดโคนต้นหม่อนที่เตรียมในตำรับไมโครอิมัลชันตำรับ 3 และ ตำรับ 4 มีร้อยละการย่อยได้มากกว่า 2 เท่า ของตำรับควบคุม กล่าวโดยสรุปการศึกษานี้พบว่า องค์ประกอบของตำรับไมโครอิมัลชันสำหรับรับประทานที่พัฒนาขึ้นมีผลต่อคุณสมบัติบางประการของตำรับ เมื่อคัดเลือกตำรับที่มีคุณสมบัติที่ดีมาศึกษาผลต่อค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ โดยประเมินจากความคงตัว การปลดปล่อยสารสำคัญออกจากตำรับ และการย่อยได้ในหลอดทดลองที่เลียนแบบสภาวะในลำไส้เล็ก พบว่า โดยรวมตำรับไมโครอิมัลชันสามารถเพิ่มค่าชีวปริมาณออกฤทธิ์ของสารสกัดได้ดีกว่าตำรับควบคุม ดังนั้น ตำรับไมโครอิมัลชันที่พัฒนาขึ้นน่าจะมีศักยภาพในการใช้นำส่งสารสกัดโดยการรับประทานได้ การศึกษาขั้นต่อไปอาจทำการศึกษาในสัตว์ทดลอง