Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2557

การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร: กากรำข้าวอินทรีย์เป็นตัวดูดซับสารให้ความชุมชื้นสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

สรรค์ชัย เหลือจันทร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต พ.ศ. 2557

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของกากรำข้าวอินทรีย์ในการดูดขับสาร ให้ความชุ่มชื้น 2 ชนิด ได้แก่ ยูเรีย และกลีเซอรีน ที่ใช้ในเครื่องสำอาง เพื่อช่วยในการกักเก็บความ ชุ่มชื้นไว้บนผิวหนัง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ กากรำข้าวอินทรีย์ จากสหกรณ์การเกษตร อำเภอ ปราสาพ จัดหวัดสริมทร์ ซึ่งถูกนำมาปรับสภาพพื้นผิวตัวยสารสะลายใยพรมโอกใจที่ เหรื่องมือที่ ใช้ในการวิจัย คือ การศึกษาการดูดชับโดยใช้การทดลองแบบแบทช์ โดยสถิติที่ใช้ในงานวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย จากการทำการทดลองสามซ้ำ ในการศึกษาหาเวลาในการเข้าสู่สมดุล ปริมาณการดูดชับ และ พฤติกรรมการดูดชับตามสมการของแลงเมียร์และฟรอยด์ลิช การศึกษาเวลาในการเข้าสู่สมดุลของ การดูดซับทำได้โดยการเขย่ากากรำข้าวอินทรีย์ 0.5 กรัม ในสารละลายยูเรียหรือกลีเซอรีนความ เข้มข้นร้อยละ 1 โดยน้ำหนักต่อปริมาตร ที่เวลาต่างๆ และตรวจวัดปริมาณสารให้ความชุ่มชื้นที่ยังคง เหลืออยู่ในสารละลาย สำหรับการหาความสามารถในการดูดชับสารให้ความชุ่มชื้นของกากรำข้าว อินทรีย์ ทำได้โดยการเขย่ากากรำข้าวอินทรีย์ 0.5 กรัม ในสารละลายยูเรียหรือกลีเซอรีนปริมาตร 50 มิลลิลิตร ที่ระดับความเข้มข้นแตกต่างกัน (1, 2, 3, 4, 5, 10, 15 และ 30 กรัมต่อยมิลลิลิตร) เป็นเวลา 1,440 นาที พบว่ายูเรียและกลีเซอรีนใช้เวลาในการเข้าสู่สมดุลเท่ากับ 40 และ 60 นาที ตามลำดับ โดยกากรำข้าวอินทรีย์ย์มีความสามารถในการดูดชับยูเรียได้ดีกว่ากลีเซอรีน ผลการศึกษา ไอโซเทอร์มการดูดซับ พบว่าสอดคล้องเป็นอย่างดีกับสมการของฟรอยด์ลิช ผลการวิจัยนี้สามารถ นำมาใช้ในการประเมินความเหมาะสม และประสิทธิภาพของกากรำข้าวอินทรีย์ในการดูดชับสารให้ ความชุ่มชื้น เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตกากรำข้าวอินทรีย์ประเภทนวด/ขัดผิวกาย

คำสำคัญ

เครื่องสำอางวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรตัวดูดซับกากรำข้าวอินทรีย์สารให้ความชุ่มชื้น

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร: กากรำข้าวอินทรีย์เป็นตัวดูดซับสารให้ความชุ่มชื้นสำหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

สรรค์ชัย เหลือจันทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2557

การใช้ชีวภัณฑ์ชนิดผงจากดินขาวสำหรับย่อยฟางข้าวและควบคุมโรคขอบใบแห้งในระบบการปลูกข้าวอินทรีย์

ดุสิต อธินุวัฒน์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2562

การศึกษาสมบัติของข้าวอินทรีย์และการเปลี่ยนแปลงคุณภาพระหว่างการเก็บรักษา

กมลทิพย์ นิคมรัตน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา พ.ศ. 2564

การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการตอซังข้าวคืนสู่ดิน ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพ เพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวหอมมะลิอินทรีย์

อนันต์ พลธานี ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2553

การลดการปนเปื้อนของแคดเมียมในข้าวโดยใช้วัสดุเหลือทิ้งเป็นตัวดูดซับ

ปารินดา สุขสบาย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต พ.ศ. 2556

การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการตอซังข้าวคืนสู่ดินร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพเพื่อเพิ่มผลผลิตและคุณภาพข้าวหอมมะลิอินทรีย์

อนันต์ พลธานี คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พ.ศ. 2553

ผลของวัสดุกำมะถันต่อสภาพการละลายจุลธาตุอำหารพืชในดินเนื้อปูนและการสะสมจุลธาตุ อาหารพืชในข้าว

สุรเชษฎ์ อร่ามรักษ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2561

ผลของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงต่อการให้ผลผลิตและคุณภาพของผักกาดหอม

ภาณุมาศ ฤทธิไชย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2558

ผลของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงสูตรกรมพัฒนาที่ดินร่วมกับน้ำหมักชีวภาพซุปเปอร์พด. 2 และ พด.11 (โสนอัฟริกัน) ต่อการตอบสนองของข้าวพันธุ์ต่างๆ ในชุดดินบุณฑริก

สุวรรณภา บุญจงรักษ์ กรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2555

การประยุกต์ใช้ปุ๋ยหมักร่วมกับกลุ่มจุลินทรีย์ การจัดการน้ำ และสารกระตุ้นอินทรีย์ชีวภาพเพื่อช่วยเพิ่มการสะสมสารหอม 2-อะเซทิล-1-ไพโรลีน (2เอพี) และการต้านอนุมูลอิสระในข้าวหอมอินทรีย์

วศิน เจริญตัณธนกุล มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2566