การใช้เนียร์อินฟาเรดสเปกโตรสโคปีและการสะท้อนเชิงสเปกตรัมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการธาตุอาหารเฉพาะพื้นที่สำหรับข้าวขาวดอกมะลิ 105
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การพัฒนาการใช้เนียร์อินฟาเรดสเปกโตรสโคปี (Near Infrared spectroscopy, NIRs) เพื่อวิเคราะห์ธาตุอาหารหลัก (N, P, K) ในดินปลูกข้าวให้ได้ผลอย่างรวดเร็วและแม่นยำแทนการใช้ชุดตรวจสอบดินแบบรวดเร็วพบว่า ขนาดของอนุภาคดินมีผลต่อการประเมินปริมาณธาตุอาหารหลัก (N P K) ด้วยเทคนิคเนียร์อินฟราเรดสเปกโตรสโคปี โดยดินขนาดอนุภาค 0.5 มม. มีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R2) ที่สูงกว่าดินที่มีอนุภาคขนาด 2 มิลลิเมตร สำหรับการตอบสนองช่วงสเปกตรัมแสงเนียร์อินฟราเรด (NIR spectrum) ของไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมีรูปแบบของช่วงการดูดกลืนแสงคล้ายคลึงกันและการใช้เทคนิคเนียร์อินฟราเรดสเปกโตรสโครปีประเมินปริมาณธาตุอาหารหลัก (N P K) ในดิน จำนวน 390 ตัวอย่าง พบว่า สมการสามารถประเมินปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ในดินมีความแม่นยำมากที่สุด โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (Coefficient of determination, R2) เท่ากับ 0.62 และ 0.6 มีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการพิสูจน์แบบไขว้ (Standard error of cross-validation; SECV) เท่ากับ 0.0159% และ 14.21% และการประเมินธาตุอาหารโดยมีการจำแนกเนื้อดินและสีดินของตัวอย่าง พบว่า สมการสามารถประเมินปริมาณธาตุอาหารในดินได้แม่นยำมากขึ้นและมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (Coefficient of determination, R2) ที่สูงขึ้น แต่เมื่อนำเส้นสมการทำนายมาแบ่งเป็นช่วงระดับธาตุอาหาร ต่ำ ปานกลาง สูง การทำนายระดับโพแทสเซียมในดินมีความแม่นยำมากว่า ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส โดยมีความแม่นยำอยู่ที่ ร้อยละ 74.1% นอกจากนี้การประเมินปริมาณธาตุอาหารหลัก (N P K) ในดินด้วยเทคนิคเนียร์อินฟราเรดสเปกโตรสโคปี (NIRs) กับชุดทดสอบดินแบบรวดเร็วมีความสัมพันธ์ที่ดีในการประเมินปริมาณโพแทสเซียม การประเมินการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนครั้งที่ 2 โดยใช้การสำรวจระยะไกลด้วยอากาศยานไร้คนขับและเครื่องวัดการสะท้อน-ดูดกลืนแสงของใบข้าว (PolyPen) ในพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 พบว่า ปริมาณการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนครั้งที่ 2 มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลผลิต และการดูดใช้ไนโตรเจนของข้าว ดัชนีพืชพรรณจากเครื่อง PolyPen ที่เลือกนำมาศึกษาได้แก่ ดัชนีพืชพรรณ NDVI, OSAVI, NDRE และ NDGI มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนครั้งที่ 2, ผลผลิต และการดูดใช้ไนโตรเจน นอกจากนี้ NDVI, OSAVI, NDRE และ NDGI มีแนวโน้มที่จะนำมาใช้ในการประเมินการใส่ปุ๋ยในครั้งที่ 2 ได้ โดยดัชนีพืชพรรณดังกล่าวสามารถอธิบายการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนครั้งที่ 2 ได้ร้อยละ 22.5 -51.6 ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน และร้อยละ 38.3 – 60.6 ในพื้นที่ชลประทาน นอกจากนี้พบว่า ดัชนี OSAVI หลังการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนครั้งที่ 2 สามารถอธิบายการให้ผลผลิตได้ร้อยละ 32.3 – 48.6 ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน และดัชนี NDVI หลังการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนครั้งที่ 2 สามารถอธิบายการให้ผลผลิตได้ร้อยละ 31.5 ในพื้นที่ชลประทาน สำหรับดัชนีพืชพรรณจากกล้อง Multispectral ที่ติดกับอากาศยานไร้คนขับที่เลือกนำมาศึกษาได้แก่ ดัชนีพืชพรรณ NDVI, OSAVI, NDRE และ GVDVI มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับผลผลิต และการดูดใช้ไนโตรเจนแต่ไม่สัมพันธ์ในเชิงเส้นตรงกับปริมาณปุ๋ยไนโตรเจนครั้งที่ 2 มีแนวโน้มที่จะการใช้ดัชนี NDRE ในการประเมินการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนครั้งที่ 2 ได้ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน โดยดัชนี NDRE สามารถนำมาอธิบายการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ได้ร้อยละ 52.7 – 60.0 สำหรับในพื้นที่เขตชลประทานดัชนีพืชพรรณที่เลือกมาศึกษาทุกดัชนีอธิบายการใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 ได้ถึงร้อยละ 74.0 - 99.0 นอกจากนี้พบว่า ดัชนี NDRE และ GNDVI มีแนวโน้มนำมาอธิบายการให้ผลผลิตได้ในพื้นที่นอกเขตชลประทาน แต่ดัชนี GNDVI ไม่สามารถนำมาอธิบายการให้ผลผลิตในพื้นที่ชลประทานได้