บีจีเอนยีน (BGN gene) ในช้างเอเซียและความเกี่ยวข้องกับการทำงานของกระดูก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จากการศึกษาในคน หนูและกระต่าย พบว่ายีน biglycan มีส่วนสำคัญต่อการรักษาบาดแผลรวมถึงการสร้างกระดูกและเส้นใยคอลลาเจน ดังนั้นการศึกษายีน biglycan อาจนำมาซึ่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการอธิบายสาเหตุของการเกิดโรคโดยเฉพาะโรคระบบกล้ามเนื้อและโครงร่างและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาโรคให้มากยิ่งขึ้นเช่น การรักษาบาดแผล การศึกษาวิจัยนี้จึงได้สนใจค้นหาลำดับเบสของยีน biglycanในส่วน coding sequence และลำดับกรดอะมิโนของโปรตีน biglycan รวมทั้งศึกษาระดับการแสดงออกของยีนในเนื้อเยื่อต่างๆและเนื้อเยื่อที่มีบาดแผลของช้างเอเชียเพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาหน้าที่ของยีนและการรักษาโรคต่อไป โดยได้ทำการโคลน full-length coding sequence ของยีน biglycan จาก cDNA ของช้างเอเชียจำนวน 3 เชือก ผลการศึกษาพบว่า coding sequence ของช้างเอเชียมีขนาด 1,110 คู่เบส กำหนดการสร้างโปรตีนขนาด 369 กรดอะมิโน (GenBank accession No: JQ753329) แล้ววิเคราะห์เปรียบเทียบกับฐานข้อมูล GenBank พบว่า coding sequence และลำดับกรดอะมิโนในช้างเอเชียมีความคล้ายคลึงกับช้างแอฟริกา 99% และ 98% ตามลำดับ และจากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของลำดับกรดอะมิโนในช้างเอเชียเปรียบเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมหลายชนิดโดยการทำ phylogenetic tree และหาค่าระยะห่างทางพันธุกรรม (genetic distances) ของลำดับกรดอะมิโนพบว่า biglycan ในช้างเอเชียมีความใกล้ชิดกับช้างแอฟริกามากที่สุด และจากการวิเคราะห์หา single nucleotide polymorphism (SNP) พบ 1 ตำแหน่งในลำดับเบสที่ 303 ซึ่งเปลี่ยนจาก T->C แต่ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงลำดับกรดอะมิโนยังคงแปลรหัสเป็นกรดอะมิโน asparagine (Asn) และจากการศึกษาระดับการแสดงออกของยีน biglycan ในเนื้อเยื่อต่างๆของช้างจำนวน 6 เชือก พบว่ามีการแสดงออกของยีนทุกเนื้อเยื่อโดยเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนมีการแสดงออกสูงที่สุดลำดับถัดมาเป็นเนื้อเยื่อม้ามและการศึกษาระดับการแสดงออกของยีน biglycan ของช้างเอเชียในเนื้อเยื่อผิวหนังที่มีบาดแผล 3 เชือกเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ผิวหนังปกติอีก 2 เชือก พบว่ามีระดับการแสดงออกของยีนในผิวหนังที่มีบาดแผลมากกว่าผิวหนังปกติ