การติดตามประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายบุหรี่/สุราในพื้นที่จังหวัดเขตรับผิดชอบของสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 กรุงเทพมหานคร ปี 2551
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วัตถุประสงค์เพื่อประเมินการรับรู้ ความคิดเห็นต่อนโยบาย มาตรการและอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบทั้ง 2 ฉบับ ประเมินการดำเนินงานที่ตอบสนองต่อนโยบายและมาตรการทางกฎหมาย กลุ่มตัวอย่างคือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับจังหวัด อำเภอ โรงพยาบาลและตำบลที่ได้รับแต่งตั้งเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับโดยปฏิบัติงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 เดือนรวม 405 คนในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง ทำการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับจังหวัด อำเภอ และโรงพยาบาล 72 คน และส่งแบบสอบถามให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขระดับตำบลทางไปรษณีย์ 333 คน ช่วงเดือนมีนาคม-เดือนมิถุนายน 2551 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติประเภทร้อยละ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพในลักษณะของการจำแนกคำตอบของกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนแล้วนำมาเรียบเรียง เพื่อนำเสนอความคิดเห็น แนวคิดและประสบการณ์ของกลุ่มตัวอย่างที่ปฏิบัติจริงเพื่อเพิ่มความเชื่อถือได้ของข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขร้อยละ 98.5 เห็นด้วยอย่างมากกับนโยบายการคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ โดยผู้บริหารเห็นด้วยร้อยละ 72.6 ปฏิบัติงานโดยไม่มีบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ร้อยละ 55.3 รับผิดชอบงานบุหรี่เป็นงานรองร้อยละ 83.4 การศึกษาพ.ร.บ.ควบคุมการบริโภคยาสูบทั้ง 2 ฉบับพบว่ายังศึกษาไม่ครบถ้วนร้อยละ 78.8 มีการทำงานเป็นทีมเฉพาะหน่วยงานสาธารณสุขร้อยละ 76.3 มากกว่า 7 ใน 10 ต้องการความรู้และทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน มากกว่า6 ใน 10 ไม่ได้ทำการเฝ้าระวังด้านการควบคุมการบริโภคยาสูบอย่างจริงจัง การดำเนินงานปัจจุบันเน้นการป้องปราม(ร้อยละ 66.4)โดยการตรวจเตือนมากกว่าปราบปราม การดำเนินงานส่วนใหญ่ไม่ใช้งบประมาณ เนื่องจากบูรณาการไปกับงานอื่น(ร้อยละ 64.9)จึงมีการจัดทำแผนงานโครงการเกี่ยวกับการควบคุมการบริโภคยาสูบเพียงร้อยละ 21 ดำเนินการโดยไม่มีแผนชัดเจนร้อยละ 17.8 เคยประสานของบสนับสนุนการดำเนินงานจาก อบต. ร้อยละ 76.8 มีการจัดตั้งศูนย์/ตู้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาการบริโภคยาสูบร้อยละ 39.5 มีการประสานการดำเนินงานการจัดสถานที่สาธารณะให้เป็นเขตปลอดบุหรี่กับหน่วยงานอื่น เช่น อบต.ร้อยละ 60.5 เทศบาลร้อยละ 57.9 ข้าราชการสังกัดกระทรวงมหาดไทยร้อยละ 71.1 มีการจัดงานรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลกประจำทุกปีร้อยละ 85.3 ทุกหน่วยงานเริ่มมีการจัดทำฐานข้อมูลผู้จำหน่ายบุหรี่และสถานที่สาธารณะที่จัดให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ เพื่อสนองนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ควรมีผู้รับผิดชอบงานควบคุมการบริโภคยาสูบเป็นงานหลักและรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ จังหวัดควรจัดทำแผนติดตาม กำกับและให้การสนับสนุนการดำเนินงานในพื้นที่ ตลอดจนจัดทำแผนเฝ้าระวังการละเมิดกฎหมายอย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างจริงจัง พยายามให้ความรู้ด้านกฎหมายต่อสาธารณะชนเนื่องจากยังมีผู้ละเมิดไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับกฎหมาย