การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรวมสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ตามแนวทางการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้วิธีการนิเทศแบบพี่เลี้ยงของเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรในชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
วัตอุประสงค์ของการวิจักครั้งนี้ เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรวมสำหรับที่มีความ ต้องการพิเศษตามแนวทางการเรียนรู้ในศดวรรษที่ 21 โดยใช้วิธีการนิเทศแบบพี่เลี้ยง (Coaching and Menning) ของหรือข่ายความร่วมเมือขององค์กรในชุมขุนขุนขุนนั้นเป็นกรใยครั้งดื่ม บุคลากรขององค์กรเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษใน จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ บุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 1 เขต 2 และเขต 4 บุคลากรของศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 8 บุคลากรของสถาบันพัฒนาการเด็กราช นครินทร์ กรมสุขภาพจิต จังหวัดเชียงใหม่ บุคลากรของภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาอัสกาชคัฎเพียงใหม่ และบุคลากรทางการศึกษาโรสรียนกรรบกษัลการรียนร่าหรับ เด็กที่มีความต้องการพิเศษในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 6 โรงเรียน เครื่องมือการวิจัย ประกอบด้วย แบบบันทึกการสัมภายณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ แบบบันทึกการศึกษาบริบทขององค์กรในชุมชน แบบบันทึก การประชุมชี้แจงโครงการวิจัย แบบบันทึกการประชุมเชิงปฏิบัติการ แบบประเมินความพึงพอใจต่อ การดำเนินการวิจัย แบบบันทึกการประชุมกลุ่มย่อย และแบบบันทึกการสัมภาษณ์เชิงลึก การ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ นักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยการจัดประเภทหรือหมวดหมู่ สังเคราะห์ ค้นหารูปแบบ แปลความหมายและดีความข้อมูลที่ได้รวบรวมที่ได้จากการศึกษาของบุคลากรของ องค์กรเครือข่ายที่ร่วมเป็นวิทยากร แล้วอธิบายและบรรยายถึงสิ่งที่คันพบ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิง ปริมาณ นักวิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละผลการวิจัยพบว่า 1. ขั้นเตรียมการ (Preparing Phase) ได้แนวคิดในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความ ต้องการพิเทษในรูปแบบการถือนราม การวียนรู้ในศตวรรรมที่ 21 และการนิทศเบทศเพื่อนที่ดื้ธา 2.ขั้นวางแผนและอออกแบบ (Planning and Design Phase) 2.1)ได้ศึกษาบริบทและสำรวจ ลักษณะการสนับสนุนขององค์กรที่เกี่ยวข้อง 2.2) ได้ออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรวม CoCoOui21 Model และ 2.3) ได้กำหนดการนำกิจกรรมที่บุคลากรของเครือข่ายที่ร่วมเป็นวิทยากร นำไปจัดประชุมเชิงปฏิบัติการใน โรงเรือนแกนนำจัดการเรียนร่วม 3. ขั้นปฏิบัติการ (Implementation Phase) 3.1 ระยะปฏิบัติการนำแผนการปฏิบัติการลงสู่โรงเรียนกลุ่มตัวอย่าอย่าง 3.1.1 ระยะปฏิบัติการนำแผมการปฏิบัติการลงสู่โรงรืยนกลุ่มค่าอย่าง ครั้งที่ ที่เป็นการประชุมเชิงปฏิปติการร้ามกันระพระพวังขึ้นผู้ชื่อรรธธรธธรรรรรจจะไรงในทักษะ การประชุมกรณี โรงเรียนศึกษา (School Case Conference) ในที่ประชุมเชิงปฏิบัติการ บุคลากรของ โรงเรียนได้สะท้อนมุมมองที่มีต่อการจัดการเรียนรวมให้ทีมวิทยากรได้รับทราบ ดังนี้ 1) เด็กที่มีความ ต้องการพิเศษในแต่ละชั้นเรียนที่จำนวนเกินเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นพื้นฐาน 2) การดัดกรองและการส่งต่อ โรงเรียนใช้แบบกัดกรองเด็ก ๑ ประเภทของกระทรวงศึกษาธิการ การส่งต่อ โรงเรียนได้ประสานไปที่องค์กรที่รับการส่งต่อ โดยใช้ช่องทางคลินิกพิเศษ 3) การจัดการเรียนการ สอน ครูควรใช้วิธีการสอนแบบการบูรณาการ 4) การจัดการพฤติกรรมเด็กในชั้นเรียนรวม ครูจัดการ พอสิกรรมเล็กให้เหมาะสมกับพฤติกรรม และสาวหตุที่ทำให้กิดกิดพฤสิกรรมนั้นๆ การ) การมรินแล การศึกษาเด็กที่มีความต้องการพิเศษในชั้นเรียนร่วม ครูประเมินผลตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ บุคคล (IEP) และแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) และ 6) การประสานความร่วมมือในการจัด การศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้แก่ (ก) การประสานงานความร่วมมือภายในโรงเรียน ควรมีการร่วมมือ ร่วมใจ และการทำงานร่วมกันเป็นทีมงานที่มีประสิทธิภาพ จนทำให้โรงเรียนเกิด เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ (PLC) และชุมชนแห่งการปฏิบัติ (CoP) (ข) การประสานงานกับองค์กร ภายนอกโรงเรียนที่สนับสนุน ได้แก่ สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขต การศึกษา & สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ ในเขตพื้นที่ที่โรงเรียนสังกัด3.1.2 ผลการนำแผนการปฏิบัติการลงสู่โรงเรียน ครั้งที่ 2 สามารถสรุปผลได้ ดังนี้ 1) การจัดการเรียมการสอนสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ โดยยึดตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ บุคคล (E2) 2) การอัดการพฤติกรรมดึงที่มีความด็จเต้องการพินในชั้นรับริมรับ ครูหาทาทาทายาราาา พฤติกรรมนั้น ๆ แล้วจึงหาการเสริมแรงทางบวกที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน และ 3) การทำงานกับ ผู้ปกครอง พบว่าผู้ปกครองมีความเชื้อถือผู้เชี่ยวชาญที่เป็นทีมวิทยากรมากกว่าครูของโรงเรียน 3.2 ระยะภายพลังการนำแผมการปฏิบัติการลงสู่โรงสู่โยยนกลุ่มตัวอย่าง 3.2.1 ผลกายหลังการนำเผมการปฏิบัติการของทีมวิทยากร พบว่า ความสอามตออดลอดก็ลง กับการบริหารจัดการของแต่ละองค์กร และเป็นไปตามปรัชญา วิสัยทัศน์ขององค์กรในการที่ให้บริการ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ 2) การพัฒนาผู้เรียน และการสนับสนุนการจัดการเรียนรวม ให้โรงเรียน สามารถบริหารจัดการศึกษา และนิเทศเป็นพี่เลืยงครูในโรงเรียนตามหลักการจัดการเรียนรู้ในศตวรรม ที่21 3) ความประทับใจในการดำเนินการวิจัยที่ได้ร่วมเป็นทีมวิทยากรและ ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกับทีมวิทยากรระหว่างหน่วยงาน ได้คะแนน 4.80 จากคะแนนเต็ม 5.00 4) การออกหน่วยบริการ เชิงรุกถึงโรงเรียน (School Outreach Program) ได้ให้ข้อขึ้นนะโรงเรียนในการดำเนินการจัดการศึกษา สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษที่เรียนรวมได้อย่างเต็มศักยภาพของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน และเป็น การช่วยเหลือ สนับสนุนครูในสภาพจริงตามบริบทของโรงเรียน 5) ปัญหาและอุปสรรค คือเวลาของ ทีมผู้เชี่ยวชาญที่ไม่ตรงกัน และ 6) การจัดการเรียนรวมในอนาคต การจัดการเรียนรวม CoCoOm21 Model เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรวมที่เหมาะสม 3.2.2 ผลกายหลังการนำแผมการปฏิบัติการจากบุคลากรของโรงโรงที่เป็น กลุ่มตัวอย่าง พบว่า 1) ด้านการบริหาร ทำให้โรงเรียนทราบถึงแนวทางในการประสานความร่วมมือ ทั้งกายในและภายนอกโรงเรียน รวมถึงการสร้างความเข้าใจ ความตระหนักให้ผู้ปกครอง 2) ครูได้รับ ความรู้ความเข้าใจการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากขึ้น และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ กับเด็ก ในการจัดการพฤติกรรมเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 3) ครูมีความพึงพอในทีมวิทยากร และ รูปแบบการออกบริการเชิงรุกถึงโรงเรียน ได้คะแนน 4.42 จากคะแนนเต็ม 5.00 4) การที่ทีมสห วิชาชีพที่เข้ามาในโรงเรียนทำให้ได้เห็นบริบทที่เป็นสภาพจริงที่ชัดเจนมากกว่าการตั้งรับอยู่ใน หน่วยงาน และสามารถช่วยแก้ปัญหาให้ครู ได้ตรงตามปัญหา และ 5) การจัดการเรียนรวมในอนาดต ควรมีการดำเนินการต่อเนื่องไป เป็นการให้โอกาสเด็กที่มีความต้องการพิเศษได้รับการศึกษาตาม สิทธิทางกฎหมาย และให้มีหน่วยงานที่สมับสนุนออกบริการเชิงชิงชิงถึงโรงโรงรียม 4. ขั้นการประเมินผล (Evaluation Phase) ได้รูปแบบการเรียนรวมการจัดการเรียนรวมตาม หลักการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้การนิเทศแบบพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) ที่เหมาะสม เป็นรูปแบบ CoCoOut21 Model