การเสริมอำนาจให้ผู้ปกครองของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับครูและนักสหวิชาชีพในกระบวนการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานภาพ ความรู้ และทัศนคติของผู้ปกครอง เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ครู โรงเรียนแกนนำเรียนร่วมที่รับผิดชอบในการจัดทำ IEP 2) ศึกษากระบวนการและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ และครูในการจัดทำ IEP 3) เสริมอำนาจผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษและครูในการมีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดทำ IEP และ 4) จัดทำคู่มือสำหรับผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษในการจัดทำ IEP กลุ่มเป้าหมายได้มาจากการเลือกแบบเจาะจงโดยคณะผู้วิจัยได้ขอความอนุเคราะห์ไปยังศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่านและพะเยา ซึ่งจังหวัดน่านมีนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษจำนวน 20 คน ผู้ปกครองจำนวน 20 คน และครูจำนวน 20 คน รวมทั้งสิ้น 60 คน และ ในจังหวัดพะเยามีนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษจำนวน 33 คน ผู้ปกครองจำนวน 33 คน และครูจำนวน 33 คน รวมทั้งสิ้น 99 คน ทั้งสองจังหวัดมีกลุ่มเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 159 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้างและคำถามปลายเปิด ตัวอย่างวีดีทัศน์การประชุมจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและเอกสารประกอบ แบบประเมินระดับคุณภาพและแบบบันทึกพฤติกรรมการจัดประชุมการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล กล้องถ่ายภาพนิ่ง เครื่องบันทึกเสียงและกล้องบันทึกวิดีทัศน์ ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยนำมาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ค่าร้อยละและการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา นำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์มาจัดหมวดหมู่และนำเสนอในรูปตารางประกอบคำบรรยายและรายงานผลเชิงพรรณนา ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผู้ปกครองที่เข้าร่วมโครงการส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (n=48) คิดเป็นร้อยละ 90.57 ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับเด็กเป็นมารดา (n=36) ผู้ปกครองส่วนใหญ่ทราบและยอมรับ ความบกพร่องของลูกด้วยตนเอง นอกจากนี้ผู้ปกครองยังระบุว่า ผลจากการช่วยเหลือส่งผลให้ บุตรหลานส่วนใหญ่ดีขึ้น (n=25) เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 40 คน คิดเป็นร้อยละ 75.47 กำลังศึกษาระดับประถมศึกษา และมีความบกพร่องทางการเรียนรู้และสติปัญญา ครูที่เข้าร่วมโครงการไม่มีวุฒิการศึกษาพิเศษแต่ผ่านการอบรมการศึกษาพิเศษของกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติงานในหน้าที่ครูผู้สอนมาแล้วโดยเฉลี่ย 15.53 ปี และมีหน้าที่รับผิดชอบการศึกษาพิเศษมาแล้วโดยเฉลี่ย 6.03 ปี 2. ผู้ปกครองทราบว่าเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบและมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือ บุตรหลาน จำนวน 51 คน อย่างไรก็ตามมีผู้ปกครองถึง 44 คนที่ไม่ทราบถึงความจำเป็นในการจัดการศึกษาพิเศษแก่บุตรหลาน และจำนวน 33 คนรู้จักหรือเคยได้ยินคำว่า IEP จากครู นอกจากนี้พบว่าครูการศึกษาพิเศษหรือครูที่ได้รับมอบหมายดูแลการจัดการศึกษาพิเศษจากทางโรงเรียนมีบทบาทมากที่สุด สำหรับกระบวนการนั้นครูใช้แบบคัดกรองและรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน จากนั้นครูสรุปผลและหากสงสัยว่าเด็กอาจมีความบกพร่อง ครูจะแจ้งผู้ปกครองให้ทราบก่อน หลังจากนั้นครูแนะนำให้ผู้ปกครองพาเด็กเข้าพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในหน่วยงานสาธารณสุข นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ปกครองยังมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลของลูกหลานตนเองน้อยมาก เนื่องจากผู้ปกครองยังไม่เข้าใจถึงบทบาทของตัวเองในฐานะผู้ปกครอง และครูยังมีความเข้าใจถึงแนวทางปฏิบัติตามหลักการไม่เพียงพอ 3. จากการประเมินระดับคุณภาพในการประชุมจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลของ กลุ่มเป้าหมาย ส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอใช้และควรปรับปรุงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดไม่ตรงประเด็น พูดแต่ข้อมูลพื้นฐานและปัญหาของเด็ก ขาดการแก้ปัญหาและวิธีช่วยเหลือเด็ก นอกจากนี้ผู้ปกครองยังมีส่วนร่วมในการสนทนา แสดงความคิดเห็นและความต้องการที่จะให้พัฒนาเด็ก น้อยมาก ส่วนใหญ่มีการจัดประชุมเป็นรายบุคคล คิดเป็นร้อยละ 66.67 และจัดประชุมเป็นกลุ่มคิดเป็นร้อยละ 33.33 4. พบว่า 4.1) ผู้ปกครองมีความรู้เกี่ยวกับการศึกษาพิเศษน้อยมาก ในขณะที่ครูทุกคน มีความรู้ ประสบการณ์เกี่ยวกับการศึกษาพิเศษ การคัดกรอง การส่งต่อบุคลากรทางการแพทย์และการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล แต่ครูส่วนใหญ่ยังขาดความชัดเจนเกี่ยวกับการดำเนินการและขั้นตอนในการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล 4.2) ปัจจุบันยังไม่มีการจัดทำคู่มือสำหรับผู้ปกครองที่เกี่ยวกับการจัดการศึกษาพิเศษ และการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ผู้วิจัยจึงได้จัดทำคู่มือสำหรับผู้ปกครองเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เพื่อเป็นการปรับฐานความรู้ให้ครูและผู้ปกครองมีฐานที่ใกล้เคียงกันมากยิ่งขึ้น โดยผ่านการพิจารณาและการให้ข้อเสนอแนะจากผู้ปกครอง ครู นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง