โครงการประมาณการจำนวนประชากรผู้ใช้สารเสพติดของประเทศไทย ปี 2567
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาสถานการณ์การแพร่ระบาดของการใช้สารเสพติดเป็นรากฐานสำคัญในการ แก้ไขปัญหา สำนักงาน ป.ป.ส. ได้สนับสนุนให้คณะกรรมการบริหารเครือข่ายองค์กรวิชาการ สารเสพติดดำเนินการสำรวจครัวเรือนระดับประเทศในปี พ.ศ. 2544, 2546, 2550, 2551, 2554, 2559 และ 2562 เพื่อคาดประมาณจำนวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับสารเสพติด ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ได้นำผลการสำรวจไปใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและป้องกันปัญหา และไปสานต่อ ในการวิจัยอื่นๆ เพื่อให้ได้ภาพการเสพสารเสพติดที่ชัดเจน กอปรกับปัจจุบันการใช้สารเสพติดเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเพื่อคาดประมาณ จำนวนผู้เกี่ยวข้องกับสารเสพติดปี พ.ศ. 2567 อีกครั้งหนึ่ง การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคาดประมาณจำนวนคนไทยในปี พ.ศ. 2567 ที่ใช้สารเสพติด เป็นการศึกษาเชิงบรรยายชนิดภาคตัดขวางด้วยวิธีสำรวจครัวเรือน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบ แบ่งชั้นภูมิ สุ่มกระจุก 5 ขั้นตอน โดยแบ่งออกเป็น 10 เขตพื้นที่ แต่ละเขตได้รับการสุ่มตัวอย่าง เป็นระบบไปยังจังหวัด ตำบล และหมู่บ้าน/ชุมชน ครัวเรือนได้รับการสุ่มตัวอย่างเป็นระบบ จากแผนที่ ในแต่ละครัวเรือนแบ่งเป็น 2 ชั้นภูมิแยกเพศและทำการสุ่มอย่างง่ายจากตารางเลขสุ่มแยกเพศ ได้กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาทั้งสิ้น 34,410 คน ใน 27 จังหวัด 252 อำเภอ/เขต 533 ตำบล/แขวง 1,165 หมู่บ้าน/ชุมชน 17,205 ครัวเรือนทั่วประเทศ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ ในเดือนกุมภาพันธ์-ตุลาคม 2567 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการคาดประมาณแบบจุด (Point Estimation) ในปี พ.ศ.2567 ประชากรกลางปีที่เป็นคนไทย (มีสัญชาติไทยในทะเบียนราษฏร์) ทั่วประเทศมีอยู่ทั้งสิ้น 64,753,796 คน เป็นประชากรที่มีอายุ 12-65 ปี จำนวน 49,055,591 คน เป็นผู้ใช้สารเสพติด จำนวนประมาณ 1.9 ล้านคน เป็นชาย 1.5 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 79.3) เป็นหญิง 3.9 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 20.7) อัตราส่วนระหว่างเพศ ชาย:หญิง เท่ากับ 3.82:1 เป็นเด็ก และเยาวชน (ช่วงอายุ 12-17 ปี) ร้อยละ 6.5 วัยรุ่น (ช่วงอายุ 18-25 ปี) ร้อยละ 22.5 วัยแรงงาน (ช่วงอายุ 26-50 ปี) ร้อยละ 58.5 และเป็นผู้ใหญ่ (ช่วงอายุ 51-65 ปี) ร้อยละ 12.4 สถานภาพสมรสร้อยละ 46.6 ยังเป็นโสด จบการศึกษาในระดับ ประถมศึกษาร้อยละ 31.1 มัธยมศึกษาตอนต้นร้อยละ 32.9 มัธยมศึกษาตอนปลายร้อยละ 15.3 อาชีวศึกษาร้อยละ 12.5 ที่เหลือเป็นการศึกษาระดับปริญญาขึ้นไปและอื่นๆ กว่าครึ่งหนึ่งเป็นงานพื้นฐาน (แรงงานเกษตร กรรมกร ขับรถรับจ้าง รับจ้างทั่วไป ฯลฯ) ประมาณร้อยละ 10 เป็นพนักงาน (ข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ พนักงานเอกชน ฯลฯ) ประมาณร้อยละ 13.2 เป็นกลุ่มนักเรียน/นักศึกษา และร้อยละ 8.7 ว่างงาน/ไม่มีอาชีพ ที่เหลือเป็นกลุ่มอาชีพค้าขาย/อาชีพอิสระ เกษียณอายุ และอื่นๆ ประชากรไทยซึ่งรายงานว่ามีประสบการณ์เคยใช้สารเสพติดชนิดใดชนิดหนึ่ง (หมายถึงเคยใช้แม้เพียงครั้งหนึ่งในช่วงชีวิต) มีจำนวนประมาณ 3.7 ล้านคน หรือคิดเป็น 75.74/1,000 ของประชากรไทยอายุ 12-65 ปี ผู้ที่รายงานใช้สารเสพติดชนิดใดชนิดหนึ่งใน 1 ปี (หมายถึงเคยใช้แม้เพียงครั้งหนึ่งในปีที่ผ่านมา) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังมีจำนวนประมาณ 1.9 ล้านคน หรือคิดเป็น 38.94/1,000 ประชากร ผู้ใช้สารฯ 1.6 ล้านคน ใช้สารฯ เพียงชนิดเดียว เกือบทั้งหมดใช้ยาบ้า ส่วนอีก 2.8 แสนคน ใช้สารฯหลายชนิดร่วมกัน/สลับกันในการเสพครั้งเดียวกัน (polydrugs) สารเสพติดที่ประชากรใช้มากที่สุดเป็นยาบ้า รองลงมาเป็นไอซ์ เฮโรอีน ยาอี ยาเค สารระเหย ฝิ่น และโคเคนตามลำดับ ผู้ใช้สารฯ ประมาณ 3 แสนคน ยังใช้กัญชาร่วมด้วยโดยใช้กัญชาบ่อยๆ 9 หมื่นคน และประมาณ 6.1 แสนคน ยังใช้กระท่อมร่วมด้วย โดยใช้กระท่อมบ่อยๆ 2.1 แสนคน ผู้ที่รายงานใช้สารเสพติดชนิดใดชนิดหนึ่งในช่วง “30 วันก่อนสัมภาษณ์” ซึ่งเป็นกลุ่ม ที่เป็นเป้าหมายสำหรับการบำบัดรักษาแบบย่อและการบำบัดรักษาในชุมชน มีจำนวนประมาณ 1.2 ล้านคน ส่วนผู้ที่รายงานใช้สารเสพติดชนิดใดชนิดหนึ่งบ่อยครั้งในช่วง 30 วัน (ใช้มากกว่า 20 วันใน 30 วันที่ผ่านมา) เป็นกลุ่มเป้าหมายที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา มีพฤติกรรมใช้สารเสพติดบ่อยๆ อย่างน้อย 5 วัน ในแต่ละสัปดาห์ ซึ่งอนุมานว่าติดสารเสพติดมีจำนวนประมาณ 3.3 แสนคน ประชากรซึ่งรายงานว่ามีประสบการณ์ “เคยใช้สารผสม” (Happy water, เคนมผง ฯลฯ) มีจำนวนประมาณ 8.4 หมื่นคน ผู้ที่รายงานใช้สารผสมใน 1 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่ควรเฝ้าระวังมีจำนวนประมาณ 2.1 หมื่นคน ผู้ที่รายงานใช้สารผสมในเดือนที่ผ่านมามีจำนวนประมาณ 2 พันคน และผู้ที่รายงานใช้สารผสมบ่อยครั้ง (ใช้มากกว่า 20 วันใน 1 เดือน) มีจำนวนประมาณ 1.8 พันคน ในปี พ.ศ. 2564 ได้มีการปลดกระท่อมออกจากบัญชียาเสพติด ปัจจุบันสามารถใช้กระท่อมได้ถูกกฎหมาย จากการสำรวจนี้พบว่า ผู้ใช้กระท่อมมีจำนวนประมาณ 3.8 ล้านคน หรือคิดเป็น 78.53/1,000 ประชากร ผู้ที่ใช้กระท่อมในช่วง 30 วัน มีจำนวนประมาณ 2.7 ล้านคน และผู้ที่ใช้กระท่อมบ่อยครั้ง มีจำนวนประมาณ 1.3 ล้านคน เช่นเดียวกันในปี พ.ศ. 2565 กระทรวงสาธารณสุขประกาศให้ทุกส่วนของกัญชาไม่เป็นยาเสพติด จากการสำรวจนี้พบว่า ผู้ใช้กัญชามีจำนวนประมาณ 1.6 ล้านคน ผู้ใช้กัญชาในช่วง 30 วัน มีจำนวนประมาณ 1.2 ล้านคนและผู้ที่รายงานใช้กัญชาบ่อยครั้งมีจำนวนประมาณ 3.5 แสนคน ผู้ใช้สารฯประมาณ 1.5 ล้านคน สามารถหาซื้อสารเสพติดได้ด้วยตนเองจากแหล่ง ภายในชุมชน และภายนอก ผู้ใช้สารฯ 4 หมื่นคน เคยมีประสบการณ์ซื้อสารเสพติดออนไลน์ 3.2 หมื่นคน เคยมีประสบการณ์ซื้อยาบ้าออนไลน์ 1.3 หมื่นคน เคยมีประสบการณ์ซื้อไอซ์ออนไลน์ 1.2 หมื่นคน เคยมีประสบการณ์ซื้อเฮโรอีนออนไลน์ 5 พันคน เคยมีประสบการณ์ซื้อยาอีออนไลน์ และอีก 5 พันคน เคยมีประสบการณ์ซื้อยาเคออนไลน์ ผู้ใช้สารฯ จำนวนหนึ่งมีพฤติกรรมการใช้สารฯที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผู้ใช้สารฯ 3.3 แสนคน มีพฤติกรรม การใช้สารบ่อยๆ จนติดเป็นนิสัย (ใช้มากกว่าเดือนละ 20 วันหรือมากกว่าสัปดาห์ละ 5 วัน) โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนมากถึง 1.7 แสนคน เมื่อประเมินด้วย ASSIST พบว่าในกลุ่มผู้ใช้สารกระตุ้นแอมเฟตามีน ATS (ยาบ้า ไอซ์ ยาอี) จำนวนทั้งสิ้น 1.7 ล้านคน เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง 2.6 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 15) ที่ควรเข้าสู่โปรแกรมบำบัดแบบครบวงจร ผู้ใช้สารกระตุ้น ATS อีกจำนวน 1 ล้านคน มีความเสี่ยงปานกลาง (คิดเป็นร้อยละ 60) ควรได้รับคำแนะนำให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้สารกระตุ้น ATS และนัดหมายติดตามผลเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้สารกระตุ้น ATS ในกลุ่มผู้ใช้สารกลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น (ฝิ่น เฮโรอีน) จำนวนทั้งสิ้น 2.5 แสนคน เป็นกลุ่ม ที่มีความเสี่ยงสูง 1.3 หมื่นคน (คิดเป็นร้อยละ 5) ที่ควรเข้าสู่โปรแกรมบำบัดแบบครบวงจร ผู้ใช้สารกลุ่มอนุพันธ์ฝิ่น อีกจำนวน 1.2 แสนคน มีความเสี่ยงปานกลาง (คิดเป็นร้อยละ 49) ควรได้รับคำแนะนำให้ตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้สารฯกลุ่มผู้ใช้สารฯ สองในสามมีสุขภาพอยู่ในเกณฑ์ดี ร้อยละ 69 มีระดับสุขภาพเหมือนเดิมเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา และร้อยละ 14 มีระดับสุขภาพแย่ลงกว่าปีที่ผ่านมา ผลกระทบจากการ ใช้สารเสพติดพบว่า ผู้ใช้สารฯ 2.5 แสนคน มีปัญหาทางกายรบกวนกิจวัตรประจำวัน 2.3 แสนคน มีปัญหาอารมณ์และจิตใจรบกวนกิจวัตรประจำวัน และ 2.5 แสนคน มีปัญหาทั้งทางกาย และจิตใจรบกวนกิจวัตรประจำวัน ใขณะที่ผู้ใช้สารฯ 2.6 แสนคน มีปัญหาทางกายรบกวนการทำงาน 2.4 แสนคน มีปัญหาอารมณ์และจิตใจรบกวนการทำงาน และ 2.5 แสนคน มีปัญหาทั้งทางกายและจิตใจรบกวนการทำงาน ผลกระทบจากการใช้สารเสพติด พบว่า ผู้ใช้สารฯ 2.2 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 12) มีอาการแสดงทางจิตอย่างใดอย่างหนึ่งที่ญาติและเพื่อนบ้านในชุมชนสามารถสังเกตเห็นได้ และอีก 6.4 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 33) มีความเสี่ยงที่จะพัฒนาอาการทางจิตจากการใช้ สารเสพติดในอนาคต ซึ่งทั้ง 8.6 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 45) ควรเข้ารับการประเมินซ้ำ โดยผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชเพื่อวางแผนการบำบัดรักษา/ป้องกันที่เหมาะสมต่อไป ซึ่งการบำบัดอาจรวมถึงการบำบัดทางจิตวิทยา การให้ยาบำบัด และการสนับสนุนอื่นๆ ตามความจำเป็น เพื่อป้องกันโรค ผู้ใช้สารเสพติดจำนวน 2 แสนคน (คิดเป็นร้อยละ 11) มีประสบการณ์เคยเข้ารับการบำบัดอาการติดยาเสพติด โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง อีก 5.5 หมื่นคน (คิดเป็นร้อยละ 3) มีประสบการณ์เคยเข้ารับการบำบัดอาการอื่นจากยาเสพติด โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ นอกจากนี้ผู้ใช้สารเสพติด 6.1 หมื่นคน (คิดเป็นร้อยละ 3) มีประสบการณ์เคยเข้ารับการบำบัดอาการทางจิต ในภาพรวม การใช้ยาบ้าและไอซ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบ 20 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ที่ใช้สารนี้เป็นประจำ ซึ่งบ่งบอกถึงความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นของการ เสพติดและผลกระทบด้านสาธารณสุข เมื่อเปรียบเทียบกับการสำรวจครั้งที่ผ่านมา (ปี พ.ศ. 2562) พบว่า ผู้ใช้ยาบ้าเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า เฮโรอีนเพิ่มขึ้น 1.6 เท่า กระท่อมเพิ่มขึ้น 8 เท่า และกัญชาเพิ่มขึ้น 2.4 เท่า การแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาและกระท่อมในประเทศไทยมีผลกระทบอย่างสำคัญ ต่อจำนวนและลักษณะการใช้กัญชาและกระท่อมในประเทศ ข้อมูลจากการศึกษานี้แสดงให้เห็นผลลัพธ์ในด้านต่างๆ หลังจากที่กฎหมายอนุญาตให้ใช้กัญชา และกระท่อมโดยไม่ผิดกฎหมาย พบว่าอัตราการใช้ของประชาชนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้ 1. การป้องกัน (Prevention): ผลการสำรวจพบว่า ยาเสพติดแพร่ระบาดมากขึ้น ทั้งในกลุ่มเด็ก เยาวชนและวัยแรงงาน จึงควรมีมาตรการป้องกัน การรณรงค์และให้ความรู้ แก่ประชาชนเกี่ยวกับผลเสียของยาเสพติด โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนในสถานศึกษา ควรมีการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการตัดสินใจ และการรับมือกับแรงกดดันจากกลุ่มเพื่อน รวมทั้งการส่งเสริมบทบาทของครอบครัวและชุมชนในการสอดส่องพฤติกรรมและสร้างบรรยากาศ ที่อบอุ่นและปลอดภัยเพื่อเป็นเกราะป้องกันการใช้ยาเสพติด 2. การบำบัดรักษา (Treatment): การที่มีผู้ใช้ยาเสพติดมากขึ้น จึงควรเน้นการบำบัด และฟื้นฟูสมรรถภาพ (Treatment and Rehabilitation) โดยเน้นการบำบัดที่ครอบคลุม และมีมาตรฐาน การให้การบำบัดที่ครบวงจร โดยผสมผสานทั้งการรักษาทางการแพทย์ การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา และการฝึกอาชีพ เพื่อลดโอกาสที่ผู้เสพจะกลับไปใช้ยาเสพติดอีก รวมทั้งศูนย์ฟื้นฟูที่เข้าถึงได้และเชื่อมโยงกับชุมชนเพื่อให้ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้วได้รับการสนับสนุนจากชุมชนในการกลับเข้าสู่สังคม 3. การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement): การบังคับใช้กฎหมายควรเข้มงวดต่อ ผู้ค้ายาเสพติดในทุกระดับแต่ในขณะเดียวกันควรมีนโยบายที่แยกแยะระหว่างผู้เสพกับผู้ค้า ให้โอกาสในการบำบัดและฟื้นฟูแก่ผู้เสพ โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นผู้เสพรายย่อย และจำเป็นต้องการเสริมสร้างศักยภาพเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องควรได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องในการสืบสวนสอบสวน และความรู้เกี่ยวกับแนวทางการจัดการกับยาเสพติด 4. การศึกษาวิจัยปัญหาและการเปลี่ยนแปลงของการใช้ยาเสพติด ควรมีการรวบรวมข้อมูลและศึกษาถึงแนวโน้มใหม่ ๆ ของการใช้ยาเสพติด รวมถึงผลกระทบทางสุขภาพและสังคม เพื่อพัฒนานโยบายที่เหมาะสม 5. การปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน การออกนโยบาย ควรคำนึงถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เช่น การเปลี่ยนแปลงในชนิดและรูปแบบของยาเสพติดในตลาด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ส่งผลต่อการค้ายาในภูมิภาค การแก้ไขปัญหายาเสพติดควรเป็นการทำงานที่บูรณาการและครอบคลุมทั้งด้าน การป้องกัน การบำบัด การบังคับใช้กฎหมาย การฟื้นฟู และการสนับสนุนให้ผู้เคยใช้ยาสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี