แนวทางพัฒนาการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เพื่อยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาโครงการวิจัยสถาบัน เรื่อง “แนวทางพัฒนาการสื่อสารและประชาสัมพันธ์เพื่อยกระดับดัชนี การรับรู้การทุจริตของประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งศึกษาแนวทางพัฒนาการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ของสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อยกระดับค่า CPI ของประเทศไทย ในประเด็นการให้และเรียกรับสินบนเพื่อให้สำนักงาน ป.ป.ช. สามารถจัดทำเนื้อหาและสื่อสารผ่านช่องทางไปยังกลุ่มเป้าหมายได้เหมาะสมและตรงประเด็นมากขึ้น รวมถึงการศึกษาครั้งนี้ จะมีการศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีของประเทศที่มีค่า CPI สูงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้สำนักงาน ป.ป.ช. มีแนวทางการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังภาคธุรกิจได้สัมฤทธิ์ผล อันเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งประการหนึ่งที่สามารถสนับสนุนการผลักดันเป้าหมายในการยกระดับ CPI ของ ประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ของการดำเนินงานที่โปร่งใสในสายตานานาประเทศมากขึ้น การศึกษาวิจัยครั้งนี้ คณะผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย ผู้แทนบริษัทที่ประกอบธุรกิจในประเทศไทย ผู้แทนจากสมาคมภาคธุรกิจ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ขององค์กรต่อต้านการทุจริตในประเทศที่มีค่า CPI สูงอย่างต่อเนื่อง ผู้เชี่ยวชาญ และสื่อมวลชนที่ติดตามและนำเสนอข่าวสารด้านการทุจริตและต่อต้านการทุจริต เพื่อให้ได้รับข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านและครบถ้วนสมบูรณ์ เมื่อคณะผู้วิจัยเก็บข้อมูลข้อมูลเชิงคุณภาพจากกลุ่มเป้าหมายครบถ้วนแล้ว คณะผู้วิจัยได้นำข้อมูลมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตีความเพื่อสรุปผลการศึกษาและเสนอแนะแนวทางพัฒนาการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของสำนักงาน ป.ป.ช. ให้สามารถส่งข้อมูลข่าวสารไปยังกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผลมากขึ้น ผลการศึกษา พบว่า นักลงทุนและผู้ประกอบธุรกิจในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ติดตามข้อมูลข่าวสาร จากสื่อสังคมออนไลน์ของสำนักงาน ป.ป.ช. เนื่องจากไม่ทราบว่าสำนักงาน ป.ป.ช. เผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ผ่านช่องทางใดบ้างและเนื่องจากภาคเอกชนไม่ได้มีความสนใจตั้งแต่เนื้อหาของสื่อต่าง ๆ ที่นำเสนอ จึงไม่ให้ความสนใจในการติดตามข้อมูลข่าวสารของสำนักงาน ป.ป.ช. โดยข้อมูลข่าวสารที่ภาคธุรกิจให้ความสนใจและมีความคาดหวังให้สำนักงาน ป.ป.ช. นำเสนอสู่สาธารณะ คือ ผลงานด้านการปราบปรามการทุจริต แต่ปัจจุบันภาคธุรกิจมีความเห็นว่าการนำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความคืบหน้าของกระบวนการไต่สวน การชี้มูล และ การพิพากษาของศาลในกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่ได้นำเสนอข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อให้สาธารณชนเห็นภาพรวมของการดำเนินคดีตั้งแต่เริ่มไต่สวนจนถึงบทลงโทษของผู้กระทำการทุจริต รวมถึงการนำเสนอความคืบหน้าการไต่สวนเรื่องร้องเรียนการทุจริตที่อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงาน ป.ป.ช. ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ได้มากนัก เนื่องจากยังคงมีคดีใหญ่หลายคดีที่สังคมรอติดตามซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช. ไม่สามารถชี้แจงตอบข้อสงสัยของสาธารณะได้กระจ่างแจ้ง เช่น คดีนาฬิกาหรูหรือการบุกจับอธิบดีกรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่รับสินบน แต่กลับเป็นกรมที่ได้รับคะแนนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใส (ITA) ที่สูงมาก นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ประยุกต์แนวคิดการดำเนินงานขององค์กรต่อต้านการทุจริตใน ต่างประเทศมาใช้ แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบจากค่า CPI จะเห็นได้ว่าผลการดำเนินงานอาจยังไม่ประสบความสำเร็จเทียบเท่ากับประเทศกรณีศึกษา กล่าวคือ จากการวิเคราะห์สังเคราะห์เปรียบเทียบการดำเนินงาน ด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มเป้าหมายภาคธุรกิจ พบว่า ประเทศที่เป็นกรณีศึกษาทั้งเขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐเกาหลี และสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม การจัดทำสื่อที่มีเนื้อหา รูปแบบ และ ช่องทางเป็นการเฉพาะสำหรับภาคธุรกิจ และมุ่งเน้นการสื่อสารสองทาง เพื่อให้ภาคธุรกิจมีส่วนร่วมให้ข้อเสนอแนะและแสดงความเห็นต่อการดำเนินงานด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ โดยเนื้อหาของการสื่อสารประชาสัมพันธ์ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับกฎหมายการบังคับใช้กฎหมาย กรณีตัวอย่างคดีที่ผู้กระทำการทุจริตได้รับการลงโทษ ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยจะพบว่าเนื้อหาสื่อของสำนักงาน ป.ป.ช. ส่วนใหญ่เป็นเกร็ดความรู้ด้านต่อต้านการทุจริต ผลการดำเนินโครงการป้องกันการทุจริต และการลงพื้นที่ รวมถึงประเทศกรณีศึกษาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปราบปรามการทุจริต การบังคับใช้กฎหมาย และการลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจังส่งผลให้ภาคธุรกิจและทุกภาคส่วนมีความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานขององค์กรต่อต้านการทุจริต สุดท้ายนี้ จากการผลการศึกษาได้มีข้อเสนอแนะสำคัญจำแนกเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ข้อเสนอแนะระยะ เร่งด่วน และข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาระยะยาว โดยข้อเสนอแนะระยะเร่งด่วนเป็นข้อเสนอแนะที่สามารถนำไปปรับใช้ในการพัฒนาการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังภาคธุรกิจได้โดยไม่ได้มีการใช้ระยะเวลาปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานในปัจจุบันมากนัก คือ สำนักงาน ป.ป.ช. ควรมุ่งเน้นสื่อสารผลงานด้านปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชี้มูลความผิดและบทลงโทษของเจ้าหน้าที่รัฐที่เรียกรับสินบนจากภาคธุรกิจ และบทลงโทษของภาคธุรกิจที่เสนอให้สินบนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลและระบบการนำเสนอ/รายงานความคืบหน้า และการดำเนินงานตั้งแต่รับเรื่องร้องเรียนกระทั่งถึงการพิพากษาลงโทษโดยปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอและจัดระบบที่ทำให้ผู้สนใจสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สำหรับการนำเสนอผลการดำเนินงานด้านป้องกันการทุจริต ควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ โดยให้ครอบเนื้อหาสาระสำคัญและผลที่เกิดขึ้นจากการจัดโครงการและการลงพื้นที่ป้องกันการทุจริต รวมถึงการสื่อสารในภาพรวม สำนักงาน ป.ป.ช. ควรสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาพร้อมแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน และนำบทเรียนต่าง ๆ มาทบทวนเพื่อพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กรมากขึ้น สำหรับข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาระยะยาว เป็นข้อเสนอแนะที่สำนักงาน ป.ป.ช. สามารถนำไป ปรับปรุงและพัฒนากระบวนการดำเนินงานควบคู่กับการสื่อสารประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารไปยังภาคธุรกิจ คือ ควรกำหนดให้มีหน่วยงานภายในสำนักงาน ป.ป.ช. ที่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะในการสร้างเครือข่ายและสื่อสารกับภาคธุรกิจ และควรชูนโยบายการปราบปรามการทุจริตและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้สังคมเห็นถึงบทบาทที่เข้มแข็งและจริงจังของสำนักงาน ป.ป.ช. ในการดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำการทุจริต รวมถึงควรสร้างและขยายเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชนให้มีความเข้มแข็ง เปิดใจรับฟังปัญหาการติดสินบนที่เกิดขึ้นจริงและแนวทางแก้ไขปัญหาจากกับผู้ประกอบการภาคธุรกิจเอกชน เพื่อแสวงหาแนวทางและกำหนดกรอบดำเนินการร่วมกันในการแก้ไขปัญหาและป้องกันการติดสินบนที่เกิดขึ้นภาคธุรกิจ รวมถึงควรมีการกำกับ ติดตามและประเมินผลเพื่อนำข้อมูลที่ได้รับไปพัฒนาการดำเนินงานให้เท่ากับสถานการณ์ปัจจุบัน