การใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับนวัตกรรมชุมชนระยะที่ ๓
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ เชิงชุมชนสังคม และนำเสนอการยกระดับนวัตกรรมชุมชน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ ๑) ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ ประชากรคือสมาชิกของชุมชนเป้าหมาย จำนวน ๑๙ ชุมชน รวมจำนวน ๘๔๕ คน กลุ่มตัวอย่าง คัดเลือกด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่ายแบบโควต้าตามสัดส่วนประชากร รวมจำนวน ๒๗๒ คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ และ ค่าเฉลี่ย และ ๒) ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วย (๑) เอกสาร (๒) การสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน ๒๕ คน และ (๓) การถอด บทเรียน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบเจาะจงจากผู้นำชุมชนที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน ๘ คน ตรวจสอบความถูกต้องด้วยการลงพื้นที่ และการสนทนากลุ่มเฉพาะ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคัดเลือกแบบ เจาะจงจากผู้มีภารกิจเกี่ยวกับโครงการ จำนวน ๖ คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ประกอบบริบท และการวิเคราะห์แบบอุปนัย ผลการวิจัย พบว่า ๑) ชุมชนเป้าหมายมีการรวมกลุ่มในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน มากที่สุด จำนวน ๑๔ กลุ่ม คิดเป็น ร้อยละ ๗๓.๖๘ รองลงมา คือ ศูนย์เรียนรู้ จำนวน ๔ กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ ๒๑.๐๕ น้อยที่สุด คือ กลุ่ม เกษตรกร จำนวน ๑ กลุ่ม คิดเป็นร้อยละ ๕.๒๖ ลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการถ่ายทอด มาก ที่สุด คือ ระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบพาราโบลาโดม จำนวน ๖ กลุ่ม รองลงมา คือ เครื่อง อบแห้งอินฟราเรดแบบถังหมุนและเครื่องผสมอเนกประสงค์ เท่ากันที่ ๓ กลุ่ม น้อยที่สุด คือ โรงสีข้าว ชุมชน นวัตกรรมการผลิตไม้ไผ่ นวัตกรรมขึ้นรูปวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และเทคโนโลยีการสกัด น้ำมันรำข้าว เท่ากันที่ ๑ กลุ่ม ๒) กลุ่มตัวอย่างเป็นเพศชายมากกว่าเพศหญิง, อายุ ๔๕ - ๖๐ ปี, พื้นที่และจำนวนคนในพื้นที่ เข้าร่วมสูงสุด คือ จังหวัดตาก เหตุผลในการเข้าร่วมโครงการ คือ สร้างรายได้เพิ่ม สร้างความเข้มแข็ง ให้กับชุมชน ลดรายจ่าย ชอบศึกษาเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และเห็นตัวอย่างการใช้นวัตกรรมของคน อื่น ตามลำดับ โดยรวมผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก มากที่สุด คือเทคโนโลยี/ นวัตกรรมมีความเหมาะสมกับการประกอบอาชีพ น้อยที่สุดคือ ความสะดวกในการติดต่อประสานงาน กับนักวิจัย ข้อมูลการประกอบอาชีพและรายได้ พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีรายได้จากการทำนามากที่สุด รองลงมาคือการทำพืชไร่ การทำสวนผลไม้ การทำสวนผัก และการปลูกพืชอุตสาหกรรม ตามลำดับ รายจ่ายครัวเรือน เฉลี่ย ๖๐,๐๐๐ - ๑๐๐,๐๐๐ บาท/ปี มีการเก็บออมเงิน ร้อยละ ๗๕.๕ มีหนี้สิน ร้อยละ ๖๑.๑ ภายหลังเข้าร่วมโครงการมีรายได้เพิ่มขึ้น ร้อยละ ๗๖.๓ รายได้ที่เพิ่มมาจากการลด ต้นทุนการผลิต ขายผลิตผลได้มากขึ้น และลดเวลาการทำงาน ตามลำดับ ผู้ให้ข้อมูล จำนวน ๒๓๑ คน ให้ข้อมูลว่าสามารถลดรายจ่ายลง ๑๙๔ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๔ และผู้ให้ข้อมูล จำนวน ๒๓๒ คน ให้ข้อมูลว่ามีอาชีพเสริม ๒๐๗ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๙.๒ ๓) คุณลักษณะของนวัตกรรมชุมชนที่เกิดขึ้นภายหลังการได้รับการถ่ายทอดผลงานวิจัยและ นวัตกรรม พบว่า ชุมชนเป้าหมายมีคุณลักษณะนวัตกรรมชุมชน ระดับมาก จำนวน ๘ ชุมชน ระดับ ปานกลาง จำนวน ๑๐ ชุมชน และระดับน้อย จำนวน ๑ ชุมชน ด้านคุณลักษณะ พบว่า ทุกชุมชนมี คุณลักษณะจำเป็นคือ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีที่นำมาถ่ายทอดตรงตามความต้องการของชุมชนและ สามารถนำไประยุกต์ใช้แก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างชัดเจน ครบทั้งสองข้อ คุณลักษณะประกอบที่พบ มากที่สุด คือ ช่วยลดต้นทุนการผลิต/ลดเวลา/ลดจำนวนคนทำงาน จำนวน ๑๘ ชุมชน รองลงมาคือ เพิ่มจำนวนหรือเพิ่มปริมาณผลผลิตที่ชุมชนมีอยู่เดิม จำนวน ๑๓ ชุมชน น้อยที่สุดคือ สร้างหรือพัฒนา อาชีพใหม่ ๆ จำนวน ๙ ชุมชน ด้านการยกระดับ พบว่า สามารถยกระดับเทคโนโลยีมากที่สุด จำนวน ๑๙ ชุมชน รองลงมาคือ ยกระดับผลผลิต จำนวน ๑๖ ชุมชน น้อยที่สุดคือ ยกระดับองค์กร จำนวน ๕ ชุมชน ด้านความยั่งยืน พบว่า ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้ มากที่สุด จำนวน ๑๙ ชุมชน รองลงมา คือ มีการกำหนดวิธีการซ่อมบำรุง/มีคู่มือการดูแลรักษาที่ชัดเจน และมีการนำไปเป็นต้นแบบให้กับ ชุมชนอื่น เท่ากันที่ ๑๐ ชุมชน น้อยที่สุดคือ การกำหนดวิธีปฏิบัติหรือระเบียบที่ชัดเจน จำนวน ๒ ชุมชน ๔) ชุมชนที่มีแนวปฏิบัติที่ดี จำนวน ๘ ชุมชน ได้แก่ (๑) วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจ พอเพียงบ้านวังสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี (๒) วิสาหกิจชุมชนผักปลอดสารพิษตำบลบางโตนด จังหวัด ราชบุรี (๓) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรตำบลรางจรเข้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (๔) วิสาหกิจชุมชน กลุ่มข้าว (ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน) จังหวัดตาก (๕) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรป่าข่ะ สามัคคี จังหวัดนครนายก (๖) วิสาหกิจชุมชนเกษตรพอเพียงบ้านห้วยขวาง จังหวัดราชบุรี (๗) วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรมสร้างอาชีพห้วยไร่ จังหวัดเพชรบูรณ์ และ (๘) ศูนย์เรียนรู้ ๑๙ พอเพียง จังหวัดขอนแก่น ๕) การยกระดับนวัตกรรมชุมชน พบว่า ในภาพรวมชุมชนเป้าหมายสามารถยกระดับนวัตกรรม ชุมชนได้ จำนวน ๑๒ ชุมชน คิดเป็นร้อยละ ๖๓.๑๖ ได้แก่ ระดับเริ่มต้นเป็นระดับพอใช้ จำนวน ๔ ชุมชน ระดับพอใช้เป็นระดับดี จำนวน ๘ ชุมชน และชุมชนเป้าหมาย จำนวน ๗ ชุมชน มีนวัตกรรม ชุมชนคงเดิมที่ระดับพอใช้ทั้งก่อนและหลังได้รับนวัตกรรม คิดเป็นร้อยละ ๓๖.๘๔ ๖) ชุมชนต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม พบว่า ก่อนเข้าร่วม โครงการ ชุมชนเป้าหมายมีความเข้มแข็ง ระดับปานกลาง มากที่สุด จำนวน ๑๒ ชุมชน คิดเป็นร้อย ละ ๖๓.๑๖ รองลงมาคือ ระดับมาก จำนวน ๖ ชุมชน คิดเป็นร้อยละ ๓๑.๕๘ น้อยที่สุด คือ ระดับ มากที่สุด จำนวน ๑ ชุมชน คิดเป็นร้อยละ ๕.๒๖ ค่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเข้าร่วมโครงการ ๒.๙๖ ระดับ ปานกลาง ภายหลังเข้าร่วมโครงการ ชุมชนเป้าหมายมีความเข้มแข็ง ระดับมาก และระดับปานกลาง มากที่สุด เท่ากันที่ ๙ ชุมชน คิดเป็นร้อยละ ๔๗.๓๗ รองลงมา คือ ระดับมากที่สุด จำนวน ๑ ชุมชน คิดเป็นร้อยละ ๕.๒๖ ค่าคะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมโครงการ ๓.๐๙ ระดับมาก สรุปชุมชนต้นแบบการ พัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยผลงานวิจัยและนวัตกรรม จำนวน ๕ ชุมชน ดังนี้ (๑) วิสาหกิจชุมชนหัตถกรรม สร้างอาชีพห้วยไร่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ค่าคะแนนเฉลี่ย ๔.๒๐ ระดับมากที่สุด (๒) วิสาหกิจชุมชนกลุ่ม ข้าว (ศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน) จังหวัดตาก ค่าคะแนนเฉลี่ย ๓.๗๕ ระดับมาก (๓) วิสาหกิจ ชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรป่าข่ะสามัคคี จังหวัดนครนายก ค่าคะแนนเฉลี่ย ๓.๗๕ ระดับมาก (๔) วิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรตำบลรางจรเข้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ค่าคะแนนเฉลี่ย ๓.๑๐ ระดับ มาก และ (๕) วิสาหกิจชุมชนศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงบ้านวังสิงห์ จังหวัดกาญจนบุรี ค่าคะแนน เฉลี่ย ๓.๐๕ ระดับมาก ความสำเร็จของการยกระดับนวัตกรรมชุมชน เกิดจากมีองค์ความรู้จากผลงานวิจัยและ นวัตกรรมมาช่วยในการประกอบอาชีพและแก้ปัญหาตามความต้องการของชุมชน ผ่านกระบวนการ ตรวจสอบความต้องการที่แท้จริง และมีการใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า เกิดการยกระดับสินค้า ลด ต้นทุน สร้างรายได้เพิ่ม และ/หรือสร้างชื่อเสียงให้กับชุมชน สามารถเปลี่ยนแนวคิดของเกษตรกร ต่อ ยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และรักษามรดกอาชีพให้กับชุมชน ปัจจัยความสำเร็จ ๓ ประการ ประกอบด้วย ๑) ผู้ปฏิบัติ ได้แก่ (๑) ผู้นำชุมชน มีคุณลักษณะ ทำในสิ่งที่รัก ทำอย่างตั้งใจและต่อเนื่อง ทำให้ดีที่สุด ใส่ใจ ไม่ท้อถอย ตั้งใจช่วยเหลือ ไม่หยุดการเรียนรู้การพัฒนาตัวเอง และมีความอดทน และ (๒) สมาชิกในชุมชน มีความพร้อม ความตั้งใจ มีการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม ความรักความสามัคคี และส่งต่อ ให้คนรุ่นต่อไปเพื่อความยั่งยืน ๒) องค์ความรู้ต้องตอบโจทย์ชุมชน และ ๓) เข้าใจคุณค่าที่ได้รับและ สร้างพลังขับเคลื่อนชุมชนสู่เป้าหมาย สรุปเป็นโมเดลความสำเร็จของการยกระดับนวัตกรรมชุมชน คือ “โมเดลเกาถูกที่คัน” คำสำคัญ: ผลงานวิจัย นวัตกรรม นวัตกรรมชุมชน ชุมชนต้นแบบ