Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2565

แผนการพัฒนาและปรับปรุงระบบการประมงทะเลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงที่ยั่งยืนภายใต้หลักการของมาตรฐานสากล (ปีที่ 2)

บัญชา สุขแก้ว สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2565

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

โครงการวิจัย “แผนการพัฒนาและปรับปรุงระบบการประมงทะเลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ของอุตสาหกรรมประมงที่ยั่งยืนภายใต้หลักการของมาตรฐานสากล” มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อศึกษา ค้นคว้า วิจัย เพื่อได้มาซึ่งข้อมูลและองค์ความรู้ทางวิชาการเพื่อนำไปประกอบและปรับปรุงการดำเนินการแผนพัฒนาการประมงในการประมงประเภทที่สำคัญของไทย มีแผนการดำเนินการเป็นระยะเวลา 3 ปี โดยปีนี้เป็นปีที่ 2 การวิจัยแบ่งออกเป็น 3 โครงการย่อย ดังนี้ โครงการย่อยที่ 1 การประเมินระดับการสนับสนุนของการปล่อยลูกปูม้าต่อผลจับทางการประมงในภาคตะวันออก (ปีที่สอง) โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณลูกปูม้าที่ได้รับการปล่อยจากธนาคารปูม้าในภาคตะวันออก เพื่อประเมินจุดแข็ง/จุดอ่อน/อุปสรรค/โอกาสของการปล่อยลูกปูม้าในภาคตะวันออก เพื่อประเมินระดับการสนับสนุนของปูม้าจากการปล่อยต่อการประมงในรูปของผลจับ เพื่อประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการใช้ประโยชน์ปูม้าขนาดเล็กในภาคตะวันออก และเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการปล่อยลูกปูม้า ที่เหมาะสมในภาคตะวันออก ผลการวิจัยพบว่าปริมาณลูกปูม้าที่ได้รับการปล่อยจากธนาคารปูม้าในภาคตะวันออกมีจำนวนทั้งหมด 21,313 ล้านตัวในหนึ่งรอบปี ปัจจัยที่มีผลต่อศักยภาพการดำเนินการธนาคารปูม้าพบว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลที่มีความแตกต่างทางสถิติ (p<0.05) ได้แก่ ระดับการสนับสนุนทางสังคม ผลการประเมินจุดแข็ง /จุดอ่อน /อุปสรรค /โอกาส ของการปล่อยลูกปูม้าในภาคตะวันออกสามารถนำเสนอแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของการปล่อยลูกปูม้าได้ การทดลองเปรียบเทียบ “ก่อน-หลัง/ควบคุม-ผลกระทบ” (BACI) พบความแตกต่างทางสถิติ (p<0.05) ของปริมาณปูม้าที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่ได้รับผลกระทบ และเมื่อพิจารณาร่วมกับผลการศึกษาพลวัตกระแสน้ำแสดงให้เห็นได้ถึงความเชื่อมโยงระหว่างการปล่อยลูกปูม้าและปริมาณผลจับปูม้าที่เพิ่มขึ้น การศึกษาคุณภาพน้ำพบว่าเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ ผลการศึกษาแนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงของผลจับและผลจับต่อหน่วยลงแรงประมงพบว่าเมื่อมีการใช้มาตรการจัดการประมงและฟื้นฟูสต๊อคปูม้าของไทยส่งผลให้ผลจับปูม้าในอ่าวไทยและภาคตะวันออกมีความสมดุลและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ผลการประเมินระดับการสนับสนุนของปูม้าจากการปล่อยต่อการประมงในรูปของผลจับพบมีสัดส่วนร้อยละ 6.43-18.76 เฉลี่ย 11.29?4.85 การศึกษาความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการทำประมงปูม้าขนาดเล็กในภาคตะวันออกมีมูลค่า1,329.96-6,849.46 ล้านบาท เฉลี่ย 3,756.67?2,331.35 ล้านบาท โครงการย่อยที่ 2 แนวทางการพัฒนาการประมงอวนลากในอ่าวไทยสู่ความยั่งยืนตามแนวปฏิบัติมาตรฐานสากล(ปีที่สอง) โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการประมงอวนลาก และนำผลการศึกษาวิจัยจากโครงการวิจัยย่อยไปใช้ในการรายงานความคืบหน้า ตามแผนปฏิบัติการจัดการประมงอวนลากอ่าวไทย (Fishery Action Plan; FAP) เพื่อปิดช่องว่างตามผลการประเมินการพัฒนาการประมงไทยเปรียบเทียบกับมาตรฐานการประมงปลาหลากหลายสายพันธุ์ (Multispecies Assessment Methodology) ของ MarinTrust และสร้างการยอมรับในระดับสากล จากการพัฒนาและจัดทำแผนปฏิบัติการฯ (FAP) คณะทำงาน TSFR ได้รับความร่วมมือจากสมาชิก TSFR อาทิ สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย สมาคมกุ้งไทย สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สมาคมอาหารสำเร็จรูป ภาคีที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนหน่วยงานจากกรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เพื่อหาข้อแนะนำชี้แนะ และข้อมูลผลการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการจัดการประมง (Fishery Action Plan; FAP) จากที่คณะทำงาน TSFR ได้จัดประชุมรับฟังความเห็น และรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการฯ การศึกษาวิจัยภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานวิจัยและพัฒนาการเกษตร องค์การมหาชน ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้รับทราบ และจัดทำรายงานความก้าวหน้าในทุก 6 เดือนให้กับผู้ประเมินมาตรฐาน MarinTrust อย่างต่อเนื่อง เป็นผลทำให้ผู้ประเมินมาตรฐาน MarinTrust มีความพึงพอใจกับความก้าวหน้าของโครงการฯ และได้คงสถานะโครงการ Fishery Improvement Project (FIP) ให้อยู่ใน MarinTrust Improvement Program ต่อไป เมื่อต้นปี 2566 โดยการดำเนินงานขั้นถัดไป คือรวบรวมและสังเคราะห์ข้อมูลจากการวิจัย และจัดทำรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการตามแผน โครงการย่อยที่ 2.1 การวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงและการประเมินสภาวะทรัพยากรของผลจับจากการประมงอวนลากในอ่าวไทย (ปีที่สอง) การประมงอวนลากเป็นการทำประมงที่สำคัญที่สุดของการประมงในประเทศไทย โดยสัตว์น้ำที่ถูกจับได้จากการประมงอวนลากจะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในด้านการบริโภค อุตสาหกรรมปลาป่นและการผลิตอาหารสำหรับสัตว์ อย่างไรก็ตามปริมาณของผลจับพลอยได้หรือสัตว์น้ำที่มีมูลค่าต่ำนั้นมีปริมาณค่อนข้างสูงและการทำประมงลักษณะนี้ยังสร้างผลกระทบต่อสัตว์น้ำอื่นในระบบนิเวศเดียวกันอีกด้วย การศึกษาการพัฒนาและปรับปรุงการประมงอวนลาก และการวางแนวทางสำหรับการบริหารจัดการประมงทะเลเพื่อให้เกิดความยั่งยืนสูงสุดจากการประมง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการรักษาความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม รวมถึงความสำคัญทางด้านการตลาดการค้าสากลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านการส่งออกของประเทศผู้ทำการประมง การจัดการประมงทะเลโดยเฉพาะการทำประมงด้วยเครื่องมืออวนลากนั้นมีความท้าทายในแง่ของการวางแผนบริหารจัดการทรัพยากร เนื่องจากสัตว์น้ำที่ถูกจับจากการทำประมงมีความหลากหลายทั้งชนิดและปริมาณ ประกอบด้วย สัตว์น้ำกลุ่มประดูกอ่อน, ปลากระดูกแข็ง, กุ้ง, ปู, หอย และสัตว์น้ำกลุ่มเอคไคโนเดิร์ม ที่มีจำนวนชนิดมากกว่า 800 ชนิด ในเอเชีย และมากกว่า 360 ชนิด ในอ่าวไทย จากความหลากหลายของสัตว์น้ำหลักและสัตว์น้ำพลอยได้ที่มีความหลากหลายสูง ทำให้การจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้เกิดความสมดุลประกอบกับ การประเมินแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและสภาวะของสต๊อคสัตว์น้ำที่มีความเสี่ยงจากการประมงอวนลาก จึงเป็นสิ่งจำเป็น สต๊อคสัตว์น้ำคือกลุ่มประชากรในแหล่งประมงที่มีการประมงในระดับเดียวกัน โดยสต๊อคสามารถประเมินได้จากข้อมูลผลการจับ (Holistic approach) หรือทางวิธีการทางพลวัตประชากร (Analytical approach)การประเมินสภาวะของสต๊อคสามารถใช้วิธีการศึกษาการเปลี่ยนแปลงในทางบวกและทางลบ ซึ่งถ้ามีระดับที่เท่าเทียมกัน สต๊อคจะอยู่ในภาวะสมดุล การศึกษาชีววิทยาประมงและการจัดการประมงจึงให้ความสำคัญในการประเมินภาวะสต๊อคของสัตว์น้ำเพื่อให้เข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของสัตว์น้ำในพื้นที่ที่สนใจ การศึกษาครั้งนี้เป็นการประเมินเพื่อทำความเข้าใจในความผันแปรและแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงของสต๊อคสัตว์น้ำที่มีความเสี่ยงต่อการทำประมงอวนลากในอ่าวไทย รวมทั้งการประเมินสภาวะของสต๊อคผ่านแบบจำลองในรูปแบบต่างๆ ผลการศึกษาแสดงให้เห็นถึงสต๊อคที่อยู่ในระดับที่สมดุลในการใช้ประโยชน์ของทรัพยากร เช่น ปลากะตักและปลาทรายแดง ในขณะที่หลายๆ สต๊อคอยู่ในสภาวะที่ทำการประมงที่เกินขนาดและระดับของสต๊อคอยู่ในระดับต่ำที่สามารถสร้างผลผลิตยั่งยืนสูงสุด และหลายๆ สต๊อคแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นฟูหากมีการจัดการที่มีศักยภาพ โครงการย่อยที่ 2.2 ผลกระทบจากการประมงอวนลากต่อทรัพยากรชีวภาพและสิ่งแวดล้อมทางทะเลในอ่าวไทย(ปีที่สอง) ดำเนินการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของแหล่งน้ำจากการทำประมงอวนลากในพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก พบว่า คุณภาพน้ำทั่วไป ปริมาณสารอาหารที่ละลายในน้ำ และคุณภาพดินตะกอน (ปริมาณซัลไฟด์รวมและปริมาณสารอินทรีย์รวมในดินตะกอน) ในพื้นที่ศึกษาส่วนใหญ่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ซึ่งคุณภาพน้ำทะเลในพื้นที่ศึกษาครั้งนี้มีค่าเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพน้ำทะเลในเขตน่านน้ำไทย ประเภทคุณภาพน้ำทะเลเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2564 สำหรับคุณภาพดินตะกอน พบว่า การสะสมของปริมาณซัลไฟด์รวมในดินตะกอนที่ระดับผิวดิน (0-1 เซนติเมตร) มีค่าอยู่ในระดับต่ำ (nd-0.039 มิลลิกรัมต่อกรัมน้ำหนักดินแห้ง) ปริมาณสารอินทรีย์รวมในดินตะกอนที่ระดับผิวดิน (0-1 เซนติเมตร)ในบางพื้นที่มีค่าอยู่ในระดับต่ำ (ร้อยละ 1.56-2.00 ของน้ำหนักแห้ง) โดยเฉพาะพื้นที่ศึกษาที่อยู่ใกล้ชายฝั่ง (สถานี 9-10) ในขณะที่พื้นที่ที่อยู่ห่างฝั่งออกไป (สถานีที่ 11-12) มีปริมาณสารอินทรีย์รวมในดินตะกอนที่ชั้นผิวดินที่สูงขึ้น (ร้อยละ 7.29-9.78 ของน้ำหนักแห้ง) ในขณะที่ดินตะกอนในพื้นที่ห่างฝั่งพบว่าประกอบไปด้วยอนุภาคขนาดเล็ก (ขนาดเล็กกว่า 63 ไมโครเมตร) เป็นองค์ประกอบหลัก (ร้อยละ 42.2-64.0) มีปริมาณน้ำในดินตะกอนสูง และมีปริมาณสารอินทรีย์รวมในดินตะกอนสูงตามไปด้วย ในส่วนของแหล่งที่มาของสารอินทรีย์ในดินตะกอนในการศึกษาครั้งนี้สามารถยืนยันได้จากค่าไอโซโทปเสถียร ?13C ในดินตะกอน ซึ่งพบค่าไอโซโทปเสถียร ?13C ของดินตะกอนในพื้นที่ใกล้ฝั่ง (สถานีที่ 9-10) มีค่าอยู่ระหว่าง -27.29 ถึง -27.45 ? ในขณะที่พื้นที่ศึกษาที่อยู่ห่างฝั่งออกไปจะมีค่าไอโซโทปเสถียร ?13C ในดินตะกอนอยู่ระหว่าง -21.31 ถึง -2.24 ?ปริมาณโลหะหนักในดินตะกอนในพื้นที่ศึกษาครั้งนี้ พบว่า ปริมาณแคดเมียม ตะกั่ว ทองแดง และสังกะสีในดินตะกอนมีค่าสูงกว่าที่กำหนดไว้ในหลักเกณฑ์คุณภาพตะกอนดินชายฝั่งทะเลที่กำหนดไว้ในประกาศกรมควบคุม มลพิษ (ราชกิจจานุเบกษา, 2564) นอกจากนี้ โลหะหนักยังสามารถถูกถ่ายทอดผ่านห่วงโซ่อาหารตามลำดับขั้นการกินจากสัตว์ทะเลพื้นท้องน้ำไปยังผู้ล่าลำดับที่อยู่สูงขึ้นไปและไปสู่มนุษย์ได้ เมื่อพิจารณาปริมาณโลหะหนักใน ดินตะกอนที่ชั้นผิวดิน (0-1 เซนติเมตร) ตามพื้นที่ในภาพรวมพบว่า โลหะหนักในดินตะกอนมีค่าสูงในพื้นที่ใกล้ฝั่ง (สถานีที่ 8-10) จากนั้นปริมาณโลหะหนักในดินตะกอนชั้นผิวดินจะมีค่าลดลงในพื้นที่ศึกษาที่อยู่ห่างฝั่งออกไป (สถานีที่ 1-7) ซึ่งเป็นบริเวณที่พบว่ามีพื้นที่ลากผ่านของการทำประมงอวนลากหนาแน่นมากที่สุดในอ่าวไทย ฝั่งตะวันออก (มากกว่า 440.0 ตารางกิโลเมตร จากข้อมูลพื้นที่ลากผ่านของการทำประมงอวนลากในช่วง 1 มกราคม – 31 ธันวาคม พ.ศ. 2564) และพบว่าปริมาณโลหะหนักในดินตะกอนชั้นผิวดินจะมีค่าสูงขึ้นในบริเวณ ด้านนอกสุดของพื้นที่ศึกษา (สถานีที่ 11-13) การเปลี่ยนแปลงของปริมาณโลหะหนักในดินตะกอนชั้นผิวดิน ตามพื้นที่ดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นจากการที่ดินตะกอนทำหน้าที่เป็นแหล่งที่สะสมของสารต่าง ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งที่ปลดปล่อยสารปนเปื้อนต่าง ๆ ได้เมื่อดินตะกอนถูกรบกวนให้ฟุ้งกระจายขึ้นมาจากกิจกรรมการ รบกวนหน้าดินของสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ จากคลื่น/กระแสน้ำ หรือจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การทำประมงคราดหอย การทำประมงอวนลาก (Eggleton and Thomas, 2004; Bradshaw et al., 2012) ซึ่งการทำประมงอวนลากอย่างหนาแน่นในบริเวณสถานีที่ 1-7 จะทำให้เกิดการรบกวนที่หน้าดิน เกิดการฟุ้งกระจายของดินตะกอนและดินตะกอนที่ปนเปื้อนไปด้วยสารต่าง ๆ จะถูกพัดพาไปโดยกระแสน้ำและไปตกทับถมในบริเวณอื่นต่อไปได้ สำหรับการศึกษาผลกระทบจากการทำประมงอวนลากที่มีต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางน้ำและทรัพยากรสัตว์น้ำ แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการทำประมงอวนลากส่งผลกระทบต่อปริมาณของแข็งแขวนลอยรวมในน้ำค่าความโปร่งแสง และค่าไอโซโทปเสถียร ?13C ในดินตะกอน ผลการติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมทางน้ำจากการทำประมงอวนลาก พบว่า ปริมาณของแข็งแขวนลอยรวมในน้ำมีค่าเพิ่มขึ้นและความโปร่งแสงของน้ำมีค่าลดลงหลังจากที่เรือประมงอวนลากลากอวนผ่านไป ซึ่งเป็นผลมาจากลักษณะการทำประมงที่มีการกำหนดตำแหน่งของถุงอวนให้อยู่ในระดับหน้าดินและสัมผัสกับพื้นท้องทะเล ทำให้หน้าดินถูกรบกวนและเกิดการฟุ้งกระจายของตะกอนดินขึ้นมาในมวลน้ำ อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของผลกระทบจากการทำประมงอวนลากยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ ได้ เช่น การออกแบบเครื่องมือประมงและวิธีการทำประมง ลักษณะตามธรรมชาติของพื้นท้องทะเล ความเร็วเรือที่ใช้ในการลากอวน ระดับความลึกน้ำ โครงการย่อยที่ 2.3 การวิเคราะห์พื้นที่ทำประมงอวนลากในพื้นที่อ่าวไทย (ปีที่สอง) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการทำประมงอวนลาก จัดทำแผนที่แหล่งทำการประมงอวนลาก และพัฒนาระบบฐานข้อมูลการทำประมงอวนลากในพื้นที่อ่าวไทย ในการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาในพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก เก็บรวบรวมข้อมูลรูปแบบการทำประมงโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อคำนวณหาพื้นที่ลากผ่านจากข้อมูลระบบการติดตามเรือประมง สมุดบันทึกการทำการประมง และข้อมูลการแจ้งเข้า-ออกเรือประมงของเรือในช่วง 1 มกราคม 2564 – 31 ธันวาคม 2565 ผลการศึกษา พบว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อความเร็วที่ใช้ในขณะทำการประมงของอวนลากคู่ อวนลากแผ่นตะเฆ่ และอวนลากคานถ่าง คือ กระแสน้ำ (ซึ่งเกี่ยวพันกับฤดูกาล) และขนาดเครื่องยนต์ (สัมพันธ์กับเกียร์ทด) และขนาดใบจักร มีเรืออวนลากเข้ามาทำประมงในพื้นที่อ่าวไทยฝั่งตะวันออก 568 ลำ มีพื้นที่ลากผ่านโดยเฉลี่ย 35,175.80 ตารางกิโลเมตรต่อปี คิดเป็น 1.51 เท่าของพื้นที่ที่สามารถเข้าไปทำประมงได้ทั้งหมด โดยส่วนมาก (ร้อยละ 69.21) เป็นเรืออวนลากคู่ รองลงมาคือ เรืออวนลากแผ่นตะเฆ่ (ร้อยละ 28.43) และเรืออวนลากคานถ่าง (ร้อยละ 2.36) นอกจากนี้ผลการศึกษาอัตราการจับสัตว์น้ำต่อพื้นที่ลากผ่าน ในปี 2564 มีอัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ลากผ่านเฉลี่ยอยู่ที่ 1,356.11 กิโลกรัมต่อตารางกิโลเมตร หรือ 1.36 ตันต่อตารางกิโลเมตร ขณะที่ในปี 2565 กลับมีอัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ลากผ่านเฉลี่ยอยู่ที่ 1,446.20 กิโลกรัมต่อตารางกิโลเมตร หรือ 1.45 ตันต่อตารางกิโลเมตร เมื่อพิจารณาอัตราการจับสัตว์น้ำต่อพื้นที่ลากผ่าน พบว่าพื้นที่ที่มีอัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ลากผ่านสูงที่สุด คือ Zone IV ตั้งแต่ลองติดจูดที่ 102.75 จนจรดเขตทะเลชายฝั่ง/เขตแดน (1,935.10-2,578.40 กิโลกรัมต่อตารางกิโลเมตร หรือ 1.93-2.57 ตันต่อตารางกิโลเมตร) รองลงมา คือ Zone III อยู่ระหว่างลองติจูดที่ 102.25-102.75 (1,890.55-2,567.27 กิโลกรัมต่อตารางกิโลเมตร หรือ 1.89-2.56 ตันต่อตารางกิโลเมตร) ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่อยู่ใกล้พื้นที่หมู่เกาะและอ่าวที่มีพื้นที่อนุรักษ์ห้ามเรือประมงพาณิชย์ สำหรับองค์ประกอบสัตว์น้ำที่จับได้ในแต่ละ Zone ผลการศึกษาบ่งชี้ว่า กลุ่มปลาเป็ดจะถูกจับมากในพื้นที่ Zone IV ที่อยู่ใกล้แนวเกาะหมู่ช้างซึ่งมีสัดส่วนปลาเป็ดต่อสัตว์น้ำบริโภค (1.41) อัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ลากผ่าน (2,269.07 กิโลกรัมต่อตารางกิโลเมตร) และอัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ที่ทำประมงได้ (3,089.92 กิโลกรัมต่อตารางกิโลเมตร) สูงที่สุด รองลงมา คือ พื้นที่ Zone I อยู่ระหว่างลองติจูดที่ 101.00- 102.00 และ Zone II อยู่ระหว่างลองติจูดที่ 102.00 – 102.25 ที่เป็นพื้นที่สำคัญของการทำประมงอวนลากคู่และอวนลากแผ่นตะเฆ่ ในกลุ่มสัตว์น้ำบริโภค องค์ประกอบสัตว์น้ำที่จับได้ในแต่ละ Zone อัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ลากผ่าน และอัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ที่ทำประมงได้มีความสอดคล้องกันและบ่งชี้ว่า ปลาผิวน้ำจะจับได้มากที่สุดในพื้นที่ Zone III (อยู่ใกล้แนวหมู่เกาะช้าง) กลุ่มปลาหมึกและหอยจะจับได้มากที่สุดในพื้นที่ Zone I และกลุ่มปู กุ้ง และกั้งจะจับได้มากที่สุดในพื้นที่ Zone IV (อยู่ใกล้แนวหมู่เกาะช้าง) ยกเว้น กลุ่มปลาหน้าดิน ตัวบ่งชี้ในส่วนขององค์ประกอบสัตว์น้ำที่จับได้ในแต่ละ Zone อัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ลากผ่าน และอัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ที่ทำประมงได้ อาจไม่สอดคล้องกันเหมือนเช่น กรณีสัตว์น้ำกลุ่มอื่น หากพิจารณาองค์ประกอบสัตว์น้ำที่จับได้ สัดส่วนของปลาหน้าดินมากกว่าร้อยละ 50 พบในทั้ง 4 พื้นที่ (Zone I-IV) อัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ลากผ่านบ่งชี้ว่ากลุ่มปลาหน้าดินถูกจับได้มากในพื้นที่ Zone III (671.41 กิโลกรัมต่อตารางกิโลเมตร) ขณะที่อัตราสัตว์น้ำที่จับได้ต่อพื้นที่ที่ทำประมงได้บ่งชี้ว่ากลุ่ม ปลาหน้าดินชุกชุมมากในพื้นที่ Zone I (790.28 กิโลกรัมต่อตารางกิโลเมตร) และ Zone IV (767.22 กิโลกรัมต่อตารางกิโลเมตร) โครงการย่อยที่ 3 การศึกษา พัฒนา และปรับปรุงระบบการประมงอวนล้อมจับ เพื่อเพิ่มความสามารถแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงที่ยั่งยืน ภายใต้กรอบการรับรองมาตรฐานสากล (ปีที่สอง) โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์จากการทำประมงอวนล้อมจับในน่านน้ำไทยในด้านประชากรปลาผิวน้ำ ผลกระทบจากสภาวะด้านสิ่งแวดล้อมจากการทำประมงในระหว่างปี 2564-2566 ผลการศึกษาของปี 2565 สามารถแบ่งเครื่องมืออวนล้อมจับในน่านน้ำไทยตามลักษณะเครื่องมือและสัตว์น้ำที่จับได้ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ อวนล้อมจับขนาดตาอวน 1 นิ้ว ซึ่งแบ่งได้ 2 กลุ่มตามวิธีทำการประมง คือ 1) ล้อมซั้ง ล้อมจับปั่นไฟ และล้อมจับโซนาร์ และ 2) ล้อมจับปั่นไฟ และล้อมจับโซนาร์ โดยในปี 2565 ฝั่งอ่าวไทยมีเรือทั้ง 2 กลุ่ม จำนวน 356 ลำ ออกทำการประมงทั้งหมด 63,091 วัน มีผลจับ เท่ากับ 158,966 ตัน สำหรับฝั่งทะเลอันดามันมีเรือทั้ง 2 กลุ่ม จำนวน 202 ลำ ออกทำการประมงทั้งหมด 38,043 วัน มีผลจับเท่ากับ 92,769 ตัน และอวนล้อมจับขนาดตาอวนมากกว่า 1 นิ้ว หรืออวนล้อมจับปลาโอในปี 2565 ฝั่งอ่าวไทยมีเรือจำนวน 43 ลำ ออกทำการประมงทั้งหมด 8,873 วัน มีผลจับเท่ากับ 14,214 ตัน ส่วนฝั่งทะเลอันดามันมีเรือจำนวน 3 ลำ ออกทำการประมงทั้งหมด 430 วัน มีผลจับเท่ากับ 815 ตัน อัตราการจับสัตว์น้ำเฉลี่ยของอวนล้อมจับทางฝั่งอ่าวไทยของกลุ่มอวนล้อมปั่นไฟและโซนาร์ และอวนล้อมจับปลาโอมีค่าอัตราการจับไม่แตกต่างกันระหว่างปี 2564 และปี 2565 ยกเว้นกลุ่มอวนล้อมซั้ง ปั่นไฟและโซนาร์ ที่มีค่าแตกต่างกันในแต่ละปี ส่วนฝั่งทะเลอันดามันอัตราการจับของกลุ่มอวนล้อมปั่นไฟและโซนาร์ปี 2565 มีค่าสูงกว่าปี 2564 ต่างจากอวนล้อมจับปลาโอที่อัตราการจับในปี 2564 สูงกว่าใน ปี 2565องค์ประกอบกลุ่มสัตว์น้ำของผลจับจากเรืออวนล้อมจับกลุ่มอวนล้อมซั้ง ปั่นไฟ และโซนาร์ ประกอบด้วยกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ 11 ชนิด อยู่ในช่วงร้อยละ 57.19-81.33 และกลุ่มปลาเป็ดซึ่งเป็นสัตว์น้ำพลอยจับได้อยู่ในช่วงร้อยละ 0.83-4.20 ส่วนกลุ่มอวนล้อมปั่นไฟและโซนาร์ ผลจับประกอบด้วยปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ 11 ชนิดอยู่ในช่วงร้อยละ 45.86–67.96 กลุ่มปลาเป็ดอยู่ในช่วงร้อยละ 2.38-4.50 สำหรับอวนล้อมจับปลาโอองค์ประกอบผลจับประกอบกลุ่มปลาผิวน้ำเศรษฐกิจ 11 ชนิด อยู่ในช่วงร้อยละ 53.89–98.38 ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มปลาโอ ปลาผิวน้ำทั้ง 11 ชนิดที่จับได้จากเครื่องมืออวนล้อมจับขนาดตาอวน 1 นิ้ว มีร้อยละจำนวนตัว ของสัตว์น้ำที่มีขนาดต่ำกว่าความยาวแรกสืบพันธุ์ในผลจับสูง เช่นเดียวกับอวนล้อมจับปลาโอทางฝั่งทะเลอันดามันที่จับได้ปลาโอดำขนาดเล็กกว่าความยาวแรกสืบพันธุ์สูงถึงร้อยละ 97.15 ความสัมพันธ์ระหว่างความยาวลำตัวกับน้ำหนักตัวของปลาผิวน้ำที่สำคัญทางเศรษฐกิจจำนวน 11 ชนิด ในบริเวณอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน มีการเติบโตแบบไอโซเมตริก (isometric) โดยการเติบโตทุกส่วนของร่างกายเป็นสัดส่วนกันโดยตรง สัดส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียอยู่ในช่วง 1:0.75-1:1.90 โดยส่วนใหญ่มีสัดส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียไม่เท่ากับ 1:1 โดยที่ฝั่งอ่าวไทยปลาเพศเมียชนิดปลาทู ปลาลัง ปลาอกแลกล้วย ปลาหลังเขียวข้างจุด ปลาสีกุนบั้ง ปลาทูแขกครีบยาว ปลาสีกุนตาโต ปลาข้างเหลือง ปลาแข้งไก่ ปลาโอลาย และปลาโอดำ มีขนาดแรกสืบพันธุ์เท่ากับ 17.02 20.64 14.96 15.11 21.78 16.83 18.96 12.19 22.32 33.98 และ 44.79 เซนติเมตร ตามลำดับ ส่วนฝังทะเลอันดามันมีขนาดแรกสืบพันธุ์เท่ากับ 13.47 20.28 15.08 12.51 20.61 14.09 18.23 10.04 27.70 39.50 และ 45.89 เซนติเมตร ตามลำดับ โดยปลาผิวน้ำทั้ง 11 ชนิด ทั้งบริเวณ อ่าวไทยและทะเลอันดามันมีการวางไข่ตลอดทั้งปีส่วนใหญ่มีฤดูวางไข่ช่วงปลายปี และต้นปี ความสัมพันธ์ระหว่างความดกไข่กับความยาวเหยียด ของปลาเพศเมียทั้ง 11 ชนิด พบว่ามีความสัมพันธ์อยู่ในรูปสมการยกกำลังมีค่ายกกำลังอยู่ในช่วง 2.2521-14.670 ปลาที่มีความดกไข่สูงเกิน 100,000 ฟอง ได้แก่ปลาโอดำ ปลาโอลาย ปลาแข้งไก่ และปลาสีกุนตาโต ส่วนอาหารในกระเพาะอาหารของปลาผิวน้ำจำนวน 11 ชนิด พบชนิดอาหาร จำแนกเป็น 13 กลุ่ม ได้แก่ ไฟลัม Cnidaria ไฟลัม Bacillariophyta ไฟลัม Ciliophora ไฟลัม Cyanobateria ไฟลัม Myzozoa ไฟลัม Ctenophora ไฟลัม Chordata ไฟลัม Arthropoda ไฟลัม Mollusca ไฟลัม Annelida ไฟลัม Ochrophyta, Plastic และอื่น ๆ ส่วนปลาผิวน้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจฝั่งอ่าวไทยชนิด ปลาทู ปลาลัง ปลาหลังเขียวข้างจุด ปลาทูแขกครีบยาว ปลาสีกุนตาโต ปลาข้างเหลือง และปลาโอลาย มีการใช้ประโยชน์เกินระดับการลงแรงที่เหมาะสม ยกเว้น ปลาโอดำ มีการใช้ประโยชน์ต่ำกว่าระดับการลงแรงประมงที่เหมาะสม ฝั่งทะเลอันดามันปลาผิวน้ำชนิด ปลาลัง ปลาสีกุนบั้ง ปลาทูแขกครีบยาว ปลาสีกุนตาโต ปลาแข้งไก่ และปลาโอดำ มีการใช้ประโยชน์เกินระดับการลงแรงที่เหมาะสม ส่วนปลาทู ปลาหลังเขียว ปลาข้างเหลือง และปลาโอลาย มีการใช้ประโยชน์ต่ำกว่าระดับการลงแรงประมงที่เหมาะสม มาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำประมงอวนล้อมจับและมีผลใช้บังคับในปัจจุบันแบ่งได้ 4 กลุ่ม คือ 1) มาตรการที่บังคับใช้ทุกพื้นที่ตลอดช่วงเวลา 2) มาตรการที่บังคับใช้บางพื้นที่และบางช่วงเวลา 3) มาตรการประกาศห้ามเครื่องมือและวิธีทำการประมงบางชนิดทำการประมงในบางพื้นที่ และ 4) มาตรการอื่นๆ ที่มีผลควบคุมการทำการประมงอวนล้อมจับ โดยที่มาตรการในแต่ละกลุ่มยังมีประสิทธิภาพในการควบคุมการทำประมงอวนล้อมจับไม่เพียงพอจำเป็นต้องปรับปรุงและกำหนดมาตรการใหม่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

คำสำคัญ

ปูม้าPortunus pelagicusอวนลากปลาผิวน้ำปลาหน้าดินปลาหลังเขียวFishery Improvement ProjectLongtail TunaPurse SeineTrawlerอวนล้อมจับDemersal Fish Pelagic FishSardinella spp.ปลาโอดำแผนพัฒนาการประมง

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

โครงการ การวิเคราะห์หลักการและการสังเคราะห์ความรู้จากปราชญ์ปลานิลเพื่อการพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลานิลแบบยั่งยืน

นนทวิทย์ อารีย์ชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2558

การศึกษาชีววิทยาประมง สังคมเศรษฐกิจ และระบบนิเวศที่เกี่ยวข้องต่อการฟื้นฟูทรัพยากรปูม้าตามแนวทางการพัฒนาทางการประมง (Fishery improvement program: FIP) ในบริเวณอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฏร์ธานี

อมรศักดิ์ สวัสดี สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2561

การพัฒนากระบวนการผลิตปลาช่อนโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม ภายใต้การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

สุภาวดี โกยดุลย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พ.ศ. 2563

การพัฒนากระบวนการผลิตปลาช่อนเพื่อลดต้นทุนการผลิตโดยใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน

เจษฎา อิสเหาะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พ.ศ. 2563

โครงการ ศึกษาการบริหารจัดการและการนำทรัพยากรประมงมาใช้ประโยชน์เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก กรณีศึกษา การเพาะเลี้ยงหอยบริเวณแนวเสาคอนกรีตชะลอคลื่น บ้านตันหยงเปาว์ ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

รุซยี มะสะนิง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

แนวทางการบริหารจัดการฟาร์มปลานิลแบบครบวงจร

เพียงแข ภูผายาง มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ พ.ศ. 2564

การสร้างสูตรมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพการผลิตปลาซิวแก้วสามรสอบกรอบ

กิตติพร สุพรรณผิว มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี พ.ศ. 2564

การบริหารจัดการการผลิตและสุขภาพปลานิลเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเพื่อความมั่นคั่งและยั่งยืนของธุรกิจ

ชนกันต์ จิตมนัส มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2564

การศึกษาห่วงโซ่อุปทานประมงอินทรีย์พื้นบ้านในการสร้างมูลค่าผลผลิตเชิงพาณิชย์และการพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันบนพื้นฐานการพึ่งพาตนเองที่ยั่งยืน

ณรงค์ อนุพันธ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี พ.ศ. 2560

โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาดุกแบบพัฒนาผลผลิตด้านการบริการวิชาการ

มานพ กาญจนบุรางกูร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พ.ศ. 2557