การศึกษาปฏิสัมพันธ์ระหว่างเฟจและโฮสต์แบคทีเรียClostridium difficile เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการรักษาโรคติดเชื้อ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แบคเทอริโอเฟจหรือเฟจได้รับความสนใจอย่างมากในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการรักษาโรคจากการติดเชื้อดื้อยา Clostridium difficile แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ คุณสมบัติเด่นของอนุภาคเฟจคือมีความจำเพาะต่อแบคทีเรียที่เป็นโฮสต์ ไม่ทำลายแบคทีเรียประจำถิ่นอื่นๆ แต่ในทางกลับกัน ความจำเพาะของเฟจก็ส่งผลเป็นข้อจำกัดของการใช้เฟจในทางการแพทย์เช่นกัน เนื่องจากพบว่าเฟจของ C. difficile มีช่วงของโฮสต์แคบในระดับสายพันธุ์ ขณะที่เชื้อชนิดนี้มีความหลากหลายของสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดสูง ปัจจัยที่มีผลต่อช่วงของโฮสต์ในการติดเชื้อโดยเฟจประกอบด้วย ความจำเพาะในการกระบวนการดูดซับ (adsorption) ระหว่างเฟจกับโฮสต์ การเปลี่ยนโครงสร้างของเฟจและโฮสต์ การขนส่งดีเอ็นเอหรืออาร์เอ็นเอเข้าสู่โฮสต์เซลล์ และการหลบเลี่ยงการสลายของกรดนิวคลีอิก งานวิจัยนี้มุ่งเน้นที่จะศึกษาปฏิสัมพันธ์ของเฟจและโฮสต์เซลล์ในขั้นตอนการดูดซับ ซึ่งเกิดจากการจับกันอย่างจำเพาะระหว่างตัวรับ (receptor) บนโฮสต์เซลล์ กับตัวจับ (receptor binding module) ของเฟจ ชนิดของตัวรับบนโฮสต์เซลล์ระบุโดยการทำ phage adsorption assay ซึ่งเป็นการศึกษาความสามารถในการดูดซับของเฟจกับผนังเซลล์ของ C. difficile ที่ถูกทำให้มีองค์ประกอบที่แตกต่างกันด้วยการใช้เอนไซม์หรือสารเคมี ในส่วนการระบุชนิดตัวจับของเฟจ จะวิเคราะห์จากคุณสมบัติของโปรตีนที่ได้จากยีนของเฟจในกลุ่ม receptor binding module-encoding genes ในการจับกับโฮสต์เซลล์ ผลที่ได้จากการศึกษานี้ ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจในกระบวนการจดจำที่จำเพาะระหว่างเฟจกับโฮสต์ นำไปสู่การพัฒนาเฟจที่มีช่วงโฮสต์ที่กว้าง สำหรับใช้ในการบำบัดโรคติดเชื้อ C. difficile ด้วยเฟจที่ประสบความสำเร็จต่อไป