กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
บทคัดย่อ วิธีบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพในน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม ฟาร์มกุ้ง โดยทำให้น้ำใส ตัวอย่างเช่นระบบการบำบัดแบบแอกทิเวเต็ดสดัดจ์ โดยใช้แบคทีเรียที่ต้องการออกซิเจนในการย่อยสารอินทรีย์ และจับเป็นตะกอนสลัดจ์ ทำให้น้ำในระบบส่วนบนใสสามารถปล่อยสู่แหล่งน้ำสาธารณะได้ แต่บริเวณด้านล่างมีตะกอนสลัดส์ กระบวนการฟอกตัวในชั้นนี้ะถูกจำกัดด้วยปริมาณออกซิเจนและแสง จึงเกิดปัญหาในชั้นนี้ ในการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้น้ำใสโดยใช้เอนไซม์จากเปลือกสับปะรด ยีสต์ขนมปังและลูกแป้งข้าวหมาก และแบคทีเรียละลายฟอสเฟตในการแก้ปัญหาน้ำเสียสังเคราะห์ ผลจากการวิจัยพบว่า ผลความเข้มข้นน้ำคั้นหยาบสับปะรด ( ร้อยละ 10 20 และ 30 ) ยีสต์ร้อยละ0.02 ( ปริมาตรต่อปริมาตร ) ( ยีสต์ขนมปังและยีสต์ลูกแป้งข้าวหมาก ) และแบคทีเรียย่อยฟอสเฟตร้อยละ 2 P1( 26 ) และ P2 ( 72 ) ต่อการบำบัดน้ำเสียสังเคราะห์ ภายใต้สภาวะอุณหภูมิห้อง ( ? 37 องศาเซลเซียส ) เป็นเวลา 28 วัน พบว่า การเติมน้ำคั้นหยาบสับปะรดจากส่วนเปลือก ร้อยละ 20 การเติมยีสต์ขนมปังร้อยละ 0.02 และการเติมแบคทีเรียย่อยฟอสเฟต P2 ( 72 ) ร้อยละ2 พบว่าค่าซีโอดีลดลงสูงสุด เท่ากับ ร้อยละ 27.47 66.66 และ 85.28 ตามลำดับ มากกว่าการเติมแบคทีเรียย่อยฟอสเฟต P1 ( 26 ) มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p ? 0.05) นอกจากนี้ อิทธิพลของเอนไซม์โบรมิเลนจากน้ำคั้นหยาบสับปะรดพันธุ์ปัตตาเวีย และหัวเชื้อจุลินทรีย์ต่อการบำบัดน้ำเสียสังเคราะห์ ภายใต้สภาวะอุณหภูมิห้อง ( 37 องศาเซลเซียส ) เป็นเวลา 49 วัน พบว่า การเติมน้ำคั้นหยาบจากเปลือกสับปะรดความเข้มข้นที่เหมาะสมร้อยละ 20 ร่วมกับยีสต์ขนมปังร้อยละ 0.02 และแบคทีเรียย่อยฟอสเฟต P2 ( 72 ) ร้อยละ 2 มีผลให้ค่าซีโอดี ปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนและฟอสเฟตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ( p ? 0.05) ค่าซีโอดีและปริมาณแอมโมเนียไนโตรเจนลดลงได้มากที่สุดวันที่ 28 ร้อยละ 91.21 และ 86.5 ตามลำดับ ปริมาณฟอสเฟตลดลงได้มากที่สุดวันที่ 35 มีค่าร้อยละ 86.67 พบว่าการบำบัดน้ำเสียสังเคราะห์โดยเติมเอนไซม์โบรมิเลนจากน้ำคั้นหยาบสับปะรดร่วมกับหัวเชื้อจุลินทรีย์ มีประสิทธิภาพการบำบัดมากกว่าการเติมเอนไซม์โบรมิเลนจากน้ำคั้นหยาบสับปะรดหรือหัวเชื้อจุลินทรีย์เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง