โครงการศึกษากระบวนการเมฆฟิสิกส์ในขั้นตอนก่อเมฆ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
องค์ความรู้ด้านเมฆฟิสิกส์ในขั้นตอนการปฏิบัติการมีส่วนสำคัญที่ช่วยพัฒนาการปฏิบัติการฝนหลวง การศึกษากระบวนการเมฆฟิสิกส์ในขั้นตอนก่อเมฆ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการเมฆฟิสิกส์ในขั้นตอนก่อเมฆและเพื่อหาเงื่อนไขที่เหมาะสมของการปฏิบัติการขั้นตอนก่อเมฆ ทำการเก็บข้อมูลการบินปฏิบัติการขั้นตอนก่อเมฆบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน เก็บข้อมูลเป็นระยะเวลา 3 ปี (ปีพ.ศ.2563-2565) ได้ตัวอย่างทั้งหมด 21 ตัวอย่าง แบ่งเป็นการปฏิบัติการก่อเมฆบริเวณพื้นที่ภูเขาและบริเวณพื้นที่ราบ โดยข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์ผลการปฏิบัติการ ประกอบด้วยข้อมูลทางกายภาพที่ได้จากการสังเกต ได้แก่ ความสูงเฉลี่ยของระดับยอดเมฆ และปริมาณเมฆในพื้นที่ศึกษา และข้อมูลเมฆฟิสิกส์จากเครื่องบินวิจัย ได้แก่ ขนาดและปริมาณเม็ดน้ำภายในเมฆ และปริมาณน้ำภายในเมฆ การปฏิบัติการบริเวณพื้นที่ภูเขา จากข้อมูล 11 ตัวอย่าง เมฆในพื้นที่ปฏิบัติการก่อตัวดีกว่าพื้นที่ควบคุมจำนวน 7 ตัวอย่าง ส่วนการปฏิบัติการบริเวณพื้นที่ราบ จากข้อมูล 10 ตัวอย่าง ใช้หลักการพิจารณาเช่นเดียวกับพื้นที่ภูเขา เมฆในพื้นที่ปฏิบัติการก่อตัวดีกว่าพื้นที่ควบคุม จำนวน 2 ตัวอย่าง จากนั้นนำผลการปฏิบัติการมาวิเคราะห์กรณีศึกษาเพื่อพิจารณาข้อมูลผลตรวจอากาศชั้นบนของวันที่ผลการปฏิบัติการออกมาดีกว่าพื้นที่ควบคุม พบว่า ค่าดัชนีเสถียรภาพของอากาศ (SI, LI) อยู่ในเกณฑ์ Unstable (ในฤดูฝน SI < 0, Li <0 ตามคู่มือการปฏิบัติการฝนหลวงปี 2563-2564) มีเพียงค่า K Index ที่สูงกว่าคู่มือการปฏิบัติการ คือมีค่าตั้งแต่ 34 ขึ้นไป ส่วนความชื้นสัมพัทธ์ที่ระดับความสูง 5,000-10,000 ฟุต มีค่าตั้งแต่ 70% ขึ้นไปสำหรับพื้นที่ภูเขา และมีค่าตั้งแต่ 78% ขึ้นไปสำหรับพื้นที่ราบ ในขณะที่ระดับบินโปรยสารสูงกว่าระดับ Lifted Condensation Level (LCL) ไม่ต่ำกว่า 3,000 ฟุตสำหรับพื้นที่ภูเขา ส่วนพื้นที่ราบระดับบินโปรยสารสูงกว่าระดับ Convective Condensation Level (CCL) ไม่ต่ำกว่า 600 ฟุต และความหนาของเมฆก่อนปฏิบัติการก่อเมฆไม่ควรเกิน 2,000 ฟุต อย่างไรก็ตาม จำนวนข้อมูลของวันที่ปฏิบัติการแล้วได้ผลดีโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ราบ มีจำนวนน้อยมากจึงควรเก็บตัวอย่างเพิ่มเติม