Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2564

โครงการวิจัยและพัฒนาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงสำหรับพื้นที่เขตเงาฝนบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย (ปีที่ 2)

รังสรรค์ บุศย์เมือง สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) พ.ศ. 2564

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เขตเงาฝนบริเวณภาคเหนือของประเทศไทย โดยได้คัดเลือกพื้นที่เขตเงาฝนบริเวณ อาเภอดอยหล่อ อาเภอจอมทอง และอาเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ศึกษา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่ได้รับปริมาณน้าฝน รายปีเฉลี่ยอยู่ในเกณฑ์ต่า (600-800 มิลลิเมตรต่อปี) ส่งผลให้พืชเศรษฐกิจที่สาคัญในพื้นที่ ได้แก่ มะม่วงและลาไย มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้าในช่วงเมษายน-มิถุนายนของทุกปี ประกอบกับมักมีการร้องขอรับบริการฝนหลวง จากเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจากการวิเคราะห์พฤติกรรมเมฆฝนบริเวณพื้นที่ศึกษาด้วยข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบกับการสารวจความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ พบว่า บริเวณหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติออบหลวงที่ 1 (ป่ากล้วย) อาเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีระดับความสูง 1,490 เมตรจากระดับน้าทะเล (4,800 ฟุต) ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นลมของ กลุ่มเมฆฝนที่จะเคลื่อนเข้าสู่พื้นที่ศึกษาเมื่ออยู่ภายใต้อิทธิพลของลมทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการติดตั้งชุดอุปกรณ์พ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ (Ground Based Generator; GBG) ซึ่งได้รับการออกแบบลักษณะท่อดูดระบายอากาศเป็นแบบ 45 องศาเทปเปอร์ ใช้วิธีการระบายอากาศแบบเฉพาะที่ ผลิตจากวัสดุอลูมิเนียมเสริมโครงสร้างเหล็ก มีความสูงจากฐานถึงปลายปล่องระบายควัน 22.28 เมตร สามารถจุดพลุสารดูดความชื้น (Hygroscopic Flare) ด้วยระบบไฟฟ้าได้สูงสุดครั้งละ 8 นัด ทั้งนี้ จากการทดสอบจุดพลุสารดูดความชื้นสูตรแคลเซียมคลอไรด์ในรูปแบบการจุดทีละ 1 – 8 นัด กับกลุ่มเมฆตัวอย่างจานวน 27 กลุ่ม พบว่า ชุดอุปกรณ์ GBG สามารถจุดติดพลุและปล่อยควันจากตัวเตาขึ้นสู่กลุ่มเมฆ ในวันที่มีสภาพอากาศเหมาะสมได้ ได้แก่ สภาพอากาศที่มีกลุ่มเมฆในระยะพัฒนาตัวอยู่บริเวณใกล้เคียงหรือปกคลุมบริเวณพื้นที่ทดสอบ และความเร็วลมที่ระดับปฏิบัติการ (5,000-10,000 ฟุต) มีค่าไม่เกิน 20 น็อต โดยมีระยะเวลาในการปลดปล่อยควันจากปลายปล่อง 5-6 นาทีต่อครั้ง และกลุ่มควันมีแนวโน้มการเคลื่อนตัวเข้าสู่กลุ่มเมฆบริเวณใกล้เคียงที่มีการพัฒนาตัวรุนแรงมากที่สุดการทดสอบปฏิบัติการฝนหลวงด้วยเทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆบริเวณพื้นที่ศึกษา ภายใต้อิทธิพลของ ลมทิศใต้และทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยการจุดพลุสารดูดความชื้นสูตรแคลเซียมคลอไรด์ จานวน 1-2 นัด/ครั้ง และใช้พลุจานวน 2 - 6 นัดต่อกลุ่มเมฆ (เฉลี่ย 4 นัด) กับกลุ่มเมฆตัวอย่างทั้งหมดจานวน 23 กลุ่ม พบว่า โดยส่วนใหญ่ควันของ พลุสารดูดความชื้นที่ปลดปล่อยออกจากชุดอุปกรณ์ฯ สามารถเหนี่ยวนาให้เกิดการเคลื่อนที่ของมวลอากาศบริเวณพื้นที่ทดสอบ และทาให้เกิดการพัฒนาตัวของกลุ่มเมฆให้มีขนาดและความหนาแน่นมากขึ้น จนบางกลุ่มสามารถตกเป็นฝนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ (อาเภอจอมทอง อาเภอแม่แจ่ม อาเภอดอยหล่อ) และจังหวัดลาพูน (อาเภอบ้านโฮ่ง เวียงหนองล่อง) โดยพบ ค่าการสะท้อน (ตั้งแต่ 20 dBZ ขึ้นไป) ของเรดาร์ฝนหลวงอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ จากกลุ่มเมฆตัวอย่างจานวน 16 กลุ่ม (ร้อยละ 70) ซึ่งมักพบค่าการสะท้อนตั้งแต่ช่วงเวลา 0 – 60 นาที หลังจากมีการจุดพลุสารดูดความชื้น ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์คุณสมบัติของกลุ่มเมฆฝนที่เกิดขึ้นด้วยโปรแกรม TITAN พบว่า อายุของกลุ่มเมฆฝนมีค่าอยู่ในช่วง 10 – 95 นาที โดยมีค่า มัธยฐานเท่ากับ 30 นาที (ค่าเฉลี่ย 32 นาที) มีค่าการสะท้อนสูงสุดอยู่ในช่วง 36.3 – 54.5 dBZ โดยมีค่ามัธยฐานเท่ากับ 43.1 dBZ กลุ่มเมฆฝนมียอดเมฆสูงสุดอยู่ในช่วง 19,275 – 36,499 ฟุต โดยมีค่ามัธยฐานเท่ากับ 24,196 ฟุต (ค่าเฉลี่ย 24,714 ฟุต) พื้นที่ปกคลุมของกลุ่มเมฆฝนสูงสุดอยู่ในช่วง 11.3 – 140.1 ตารางกิโลเมตร โดยมีค่ามัธยฐานเท่ากับ 41.1 ตารางกิโลเมตร (ค่าเฉลี่ย 52.8 ตารางกิโลเมตร) และมีปริมาตรสูงสุดของกลุ่มเมฆฝนอยู่ในช่วง 18.98 – 370.83 ลูกบาศก์กิโลเมตร โดยมีค่ามัธยฐานเท่ากับ 94.08 ลูกบาศก์กิโลเมตร (ค่าเฉลี่ย 131.25 ลูกบาศก์กิโลเมตร)การศึกษาคุณสมบัติเมฆฟิสิกส์ของกลุ่มเมฆทดสอบจานวน 7 กลุ่มตัวอย่าง เปรียบเทียบระหว่างก่อนปฏิบัติการ หลังปฏิบัติการ และหลังปฏิบัติการ 20 นาที โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดเมฆฟิสิกส์ที่ติดตั้งบนเครื่องบิน Super King Air (SKA) ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พบว่า ปริมาณน้าในก้อนเมฆ (LWC) สูงสุดของกลุ่มเมฆตัวอย่างมีค่าอยู่ในช่วง 0.21 – 0.38 g/m3 (ค่ามัธยฐาน 0.15 – 0.18 g/m3) เมื่อเปรียบเทียบค่าหลังปฏิบัติการและหลังปฏิบัติการ 20 นาที กับ ค่าก่อนปฏิบัติการ พบว่า มีค่าไม่ต่างกันมากนัก โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในช่วงหลังปฏิบัติการ และลดลงในช่วงหลังปฏิบัติการ 20 นาที ซึ่งมีสัดส่วนของค่า LWC สูงสุดเท่ากับ 1.13 และ 0.92 ตามลาดับ ทั้งนี้ อาจเป็นผลเนื่องมาจากสภาพภูมิประเทศบริเวณพื้นที่ทดสอบที่เป็นแนวเขาสูง ทาให้ไม่สามารถบินตรวจวัดที่ระดับฐานเมฆแท้จริงได้ ส่งผลให้ค่า LWC ของกลุ่มเมฆตัวอย่างที่ตรวจวัดได้มีค่าค่อนข้างต่าและพบการเปลี่ยนแปลงของค่าก่อนและหลังการจุดทดสอบไม่ชัดเจนมากนัก สาหรับ ผลการวิเคราะห์จานวนอนุภาคละอองลอยขนาดเล็ก (D0.1 - 3.0 ?m) พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งหลังปฏิบัติการ และ หลังปฏิบัติการ 20 นาที โดยมีสัดส่วนเปรียบเทียบกับช่วงก่อนปฏิบัติการของค่าสูงสุด เท่ากับ 1.91 และ 1.15 ตามลาดับ เช่นเดียวกับจานวนอนุภาคละอองลอยขนาดใหญ่ (D3 - 50 ?m) ที่มีสัดส่วนค่าสูงสุดเท่ากับ 1.97 และ 2.01 ตามลาดับ แต่สัดส่วนของค่ามัธยฐานของจานวนอนุภาคละอองลอยขนาดใหญ่มีค่าเท่ากับ 1.12 และ 0.84 ตามลาดับ ทั้งนี้ อาจเป็นผลเนื่องมาจาก อนุภาคขนาดใหญ่ในกลุ่มเมฆตัวอย่างส่วนใหญ่พัฒนาตัวมีขนาดใหญ่ขึ้นและตกเป็นฝนในช่วง 30 นาที หลังจากปฏิบัติการ รวมทั้งในบางกรณีไม่สามารถลดระดับความสูงการบินตรวจวัดคุณสมบัติเมฆฟิสิกส์บริเวณฐานเมฆที่แท้จริงได้เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยในการบิน ทาให้ค่ากลางจากการตรวจวัดพบการกระจายของจานวนอนุภาคขนาดใหญ่ในช่วงหลังปฏิบัติการ 20 นาที มีค่าลดลง ซึ่งจาเป็นต้องมีการวิจัยเชิงปฏิบัติสาหรับเก็บข้อมูลจานวนเมฆตัวอย่างเพิ่มเติมต่อไป เพื่อให้ได้ผลการวิเคราะห์ที่มีความถูกต้องมากขึ้น

คำสำคัญ

Northern ThailandRainmakingGround based generatorOrographic cloudRain enhancementเทคโนโลยีการพ่นสารจากพื้นสู่ก้อนเมฆ

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

การศึกษาอิทธิพลของแกนกลั่นตัวของเมฆ และอนุภาคละอองลอยในกระบวนการเกิดฝนในประเทศไทย : กรณีศึกษาภาคเหนือ

ฐิติกร จรรยาธรรม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พ.ศ. 2558

การศึกษาผลกระทบของอัตราส่วนไลดาร์ต่อสัมประสิทธิ์การกระเจิงกลับของละอองลอยและเมฆ ในประเทศไทยด้วยเครื่องไลดาร์การกระเจิงแบบมี

ศิริลักษณ์ เรืองรุ่งโรจน์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พ.ศ. 2554

โครงการศึกษากระบวนการเมฆฟิสิกส์ในขั้นตอนก่อเมฆ

ฐิติกร จรรยาธรรม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พ.ศ. 2564

การจัดทำแนวทางการจัดการฝุ่น PM2.5 โดยการวิจัยการเกิดอนุภาคทุติยภูมิ (Secondary Aerosol Formation) จากการใช้ระบบแบบจำลองการจัดการคุณภาพอากาศ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

สาวิตรี การีเวทย์ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

โครงการพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มภูมิสารสนเทศและดาวเทียม เพื่อการบริหารจัดการ PM2.5 และอนุภาคในชั้นบรรยากาศ

ปกรณ์ เพ็ชรประยูร สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563

การศึกษาและการพัฒนาเทคนิคการปฏิบัติการฝนหลวงเชิงพื้นที่ กรณีศึกษา : พื้นที่เขตอำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา

พุทธินันท์ สุกุมลจันทร์ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พ.ศ. 2564

การศึกษาและพัฒนาเทคนิคการปฏิบัติการฝนหลวงเชิงพื้นที่ กรณีศึกษา : พื้นที่จังหวัดภูเก็ต

ทรงพล มิตตัสสา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พ.ศ. 2565

การศึกษาและพัฒนาเทคนิคการปฏิบัติการฝนหลวงเชิงพื้นที่ กรณีศึกษา : พื้นที่จังหวัดภูเก็ต

ทรงพล มิตตัสสา กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พ.ศ. 2564

การศึกษาและพัฒนาเทคนิคการปฏิบัติการฝนหลวงเชิงพื้นที่ กรณีศึกษา : พื้นที่จังหวัดพะเยา และจังหวัดเชียงราย

นุกุล แสนหมื่นแก้ว กรมฝนหลวงและการบินเกษตร พ.ศ. 2565

การประเมินระดับฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมแบบ Near Real Time

เอริกา พฤฒิกิตติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2563