โครงการศึกษาและพัฒนาเทคนิคการปฏิบัติการฝนหลวงเชิงพื้นที่ กรณีศึกษา :พื้นที่อำเภอสนามชัยเขต ท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
อำเภอสนามชัยเขตและอำเภอท่าตะเกียบจังหวัดฉะเชิงเทราตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทยซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมด 1,923,574 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 57.52 ของพื้นที่จังหวัด ประชากรร้อยละ 70 ของจังหวัดประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่อาศัยน้ำฝนโดยสามารถผลิตผลผลิตทางการเกษตรมูลค่า 33,000 ล้านบาทต่อปี อย่างไรก็ตามพื้นที่การเกษตรดังกล่าวประสบปัญหาแล้งซ้ำซากปริมาณฝนไม่เพียงพอต่อความต้องการทางการเกษตรจึงมีจำนวนการขอรับบริการฝนหลวงเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี แต่จากข้อมูลสถิติการปฏิบัติการฝนหลวงระหว่าง พ.ศ. 2560 - 2563 พบว่า มีร้อยละความสำเร็จในการปฏิบัติการฝนหลวงคิดเป็นร้อยละ 68.25 ซึ่งจำเป็นต้องหาทางพัฒนากระบวนการปฏิบัติการฝนหลวงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะภูมิประเทศและตัวแปรทางอุตุนิยมวิทยาที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเกิดเมฆฝนและพัฒนารูปแบบการปฏิบัติการฝนหลวงให้เหมาะสมกับอำเภอสนามชัยเขต อำเภอท่าตะเกียบ โดยใช้ 1) ข้อมูลเรดาร์ตรวจอากาศและข้อมูลบอลลูนตรวจอากาศชั้นบนของสถานีสัตหีบจังหวัดชลบุรี 2) ข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยา ระหว่างปี พ.ศ. 2560 - 2562 ร่วมกับข้อมูลภูมิสารสนเทศพื้นที่ภาคตะวันออก จากการวิเคราะห์ข้อมูลเรดาร์ด้วยวิธี Radar Climatology Analysis ซึ่งพิจารณาค่าการสะท้อนกลับตั้งแต่ 20 dBz ขึ้นไปร่วมกับข้อมูลภูมิสารสนเทศ พบว่า กลุ่มเมฆคิวมูลัสมักจะก่อตัวตามแนวเขาด้านทิศตะวันออกถึงด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอำเภอท่าตะเกียบจนถึงแนวเขาเจ้า จังหวัดชลบุรี กลุ่มเมฆดังกล่าวจะเคลื่อนที่และพัฒนาตัวเป็นเมฆฝนเข้าสู่พื้นที่ ศึกษาด้วยอิทธิพลของลมที่พัดจากอ่าวไทยเข้าสู่ตอนกลางของภาคตะวันออก เมื่อพิจารณาช่วงเวลาที่มีโอกาสเกิดฝนในพื้นที่ศึกษาพบว่า 1) ช่วงฤดูฝนมีโอกาสเกิดฝนสูงสุดในช่วงเวลา 13.00 - 19.00 น. เนื่องจากปัจจัยความชื้นสัมพัทธ์และอุณหภูมิผิวพื้นที่เหมาะสมในช่วงเวลาดังกล่าวส่งผลให้เมฆคิวมูลัสเกิดการพัฒนาตัวในทางตั้ง (Convective) และตกเป็นฝนในพื้นที่ศึกษา 2) ช่วงฤดูแล้ง พบว่า มีโอกาสเกิดฝนในช่วงเวลา 16.00 - 19.00 น. เนื่องจากในช่วงเวลานี้มวลอากาศมีความชื้นต่ำประกอบกับอุณหภูมิผิวพื้นที่สูงส่งผลให้กลุ่มเมฆเกิดและพัฒนาตัวได้ช้าและยังพบว่าในช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน มักจะเกิดเหตุการณ์ฝนตกหนักในช่วงเวลานี้อันเนื่องจากอิทธิพลของบริเวณความกดอากาศสูงที่แผ่เข้ามาชนกับมวลอากาศร้อนและเกิดการยกตัวอย่างรุนแรงในพื้นที่ศึกษา ข้อมูลที่ได้ดังกล่าวมาข้างต้นถูกนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลบอลลูนตรวจอากาศชั้นบนสำหรับการพัฒนารูปแบบการปฏิบัติการฝนหลวงให้เหมาะสมกับพื้นที่ศึกษาซึ่งพบว่าเงื่อนไขด้านสภาพอากาศในการปฏิบัติการฝนหลวงที่เหมาะสมคือค่าความชื้นสัมพัทธ์ > 60 % , ความเร็วลม < 20 นอต, ค่าการยกตัวของมวลอากาศระดับล่าง และการยกตัวของมวลอากาศระดับบน < 0 และเมื่อปฏิบัติการฝนหลวงตามเงื่อนไขดังกล่าวในปี พ.ศ.2564 ทั้งหมดจำนวน 33 วัน พบว่า มีฝนตกหลังการบินทดสอบจำนวน 32 วัน คิดเป็นร้อยละความสำเร็จ 96.96 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 28.44