โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ด้วยนวัตกรรมและเครือข่ายนานาชาติ ตามแนวทางมาลัยวิทยสถาน (ระยะที่ 1)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ด้วยนวัตกรรมและเครือข่ายนานาชาติตามแนวทางมาลัยวิทยสถาน ในระยะที่ 1 มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนและเรียนรู้การดำเนินงานด้านการจัดการนวัตกรรมทางการเกษตรจากประเทศที่มีแนวปฏิบัติที่ดีผ่านการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายในการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาช่วยต่อยอดการดำเนินงานมาลัยวิทยสถาน นำนวัตกรรมสู่ชุมชนฐานราก ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สอดคล้องตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ข้อมูลที่นำมาใช้ในการศึกษาวิจัย ประกอบด้วย ข้อมูลทุติยภูมิจากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร สำหรับข้อมูลปฐมภูมิ เป็นข้อมูลที่ได้จากการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศผ่านกิจกรรมการเผยแพร่ผลงาน การประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดการนวัตกรรมทางการเกษตร โดยประเทศที่คัดเลือกมาเป็นกรณีศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบด้วย เนเธอร์แลนด์ สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเช็ก นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และเวียดนาม ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงพันธุ์และการบริหารจัดการ โดยแต่ละปีมีผลผลิตเข้าสู่ตลาดไม้ดอกไม้ประดับเป็นจำนวนมาก ในการดำเนินโครงการ ได้มีการนำนวัตกรรมสู่ชุมชนร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านไม้ดอกไม้ประดับให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการ จำนวน 168 ราย ซึ่งมีความพร้อมในการรับถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อช่วยให้ตอบโจทย์ของชุมชน พร้อมกับจัดทำข้อมูลในรูปแบบคลิปการเรียนรู้ ผ่านสื่อออนไลน์เพื่อให้ผู้ประกอบการได้เข้ามาเรียนรู้ได้สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย ผลการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานไม้ดอกไม้ประดับของแต่ละประเทศมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องจำนวนมากตั้งแต่การพัฒนาปัจจัยการผลิต การเพาะปลูก ไปจนถึงการขนส่งผลิตภัณฑ์ไปยังลูกค้าเป้าหมาย โดยเทคโนโลยีที่โดดเด่น คือ เทคโนโลยีเรือนเพาะปลูกที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีการนำมาปรับใช้ในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเวียดนาม ในขณะเดียวกันมีการนำเทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วยในเรื่องการปรับปรุงคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ในเรื่องสี ขนาด กลิ่น ที่โดดเด่นในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการติดต่อซื้อขายระหว่างลูกค้าและเกษตรกร ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเนเธอร์แลนด์และจีน อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีด้านโลจิสติกส์ เช่น การนำระบบอัตโนมัติมาปรับใช้ในกระบวนการขนส่งสินค้า เป็นต้น ข้อเสนอแนะเพื่อให้การดำเนินงานมาลัยวิทยสถานเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก คือ รูปแบบการบริหารจัดการที่มีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการดำเนินธุรกิจ กล่าวคือ การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การพัฒนาพันธุ์พืชและการพัฒนาปัจจัยการผลิต การพัฒนาระบบการเพาะปลูก การบรรจุภัณฑ์ การเก็บรักษา การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาฐานข้อมูลเชื่อมโยงตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ทันสมัย เป็นต้น ในทางปฏิบัติควรเลือกแนวทางที่ชุมชนและหน่วยงานมีความพร้อมมากที่สุดก่อน เช่น การใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยีของหน่วยงานวิจัยในประเทศมาปรับใช้เพื่อพัฒนานวัตกรรม โดยอาศัยจุดแข็งของทรัพยากรพื้นถิ่น เช่น พันธุ์ไม้ที่หลากหลาย ดินที่อุดมสมบูรณ์ ภูมิปัญญาด้านการเพาะปลูกที่มีอยู่ในชุมชนเกษตรกรไทย เพื่อให้อาชีพเกษตรกรรมสร้างรายได้ สำหรับในระยะยาว ควรสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานในต่างประเทศเพื่อช่วยให้ธุรกิจไม้ดอกไม้ประดับของไทยสามารถก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานของโลกและมีความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืน. คำสำคัญ : เศรษฐกิจเชิงพื้นที่ , เครือข่ายนานาชาติ , มาลัยวิทยสถาน