โครงการวิจัยการลดความสูญเสียจากแมลงศัตรูหลังการเก็บเกี่ยวในผลผลิตเกษตร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
แมลงศัตรูหลังการเก็บเกี่ยวเป็นศัตรูสำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผลผลิตทางการเกษตร ดังนั้นการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูหลังการเก็บเกี่ยวที่มีประสิทธิภาพจะสามารถทำให้ลดความสูญเสียทั้งปริมาณและคุณภาพของผลผลิตได้ โดยในโครงการวิจัยการลดความสูญเสียจากแมลงศัตรูหลังการเก็บเกี่ยวในผลิตผลเกษตร ประกอบด้วย 4 การทดลอง ได้ดำเนินการทดสอบที่กลุ่มวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวพืชไร่ กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร ระหว่างตุลาคม 2563- ธันวาคม 2564 จากการศึกษา ประสิทธิภาพของสารฆ่าแมลงในการกำจัดแมลงศัตรูข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่สำคัญในโรงเก็บ ที่ได้ทดสอบสารฆ่าแมลงโดยคลุกกับเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จำนวน 1 กิโลกรัม และทดสอบกับแมลงศัตรูหลังการเก็บเกี่ยว คือ ด้วงงวงข้าวโพด มอดแป้ง มอดฟันเลื่อย มอดหนวดยาวและมอดหัวป้อม ในสภาพโรงเก็บจำลองพบว่า ตลอดระยะเวลา 0-10 เดือน พบว่าเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่คลุกด้วยสารฆ่าแมลง pirimiphos-methyl (แอคทาลิค 50%EC) อัตรา 20 ppm, สารฆ่าแมลง imidacloprid (ซีบราคัท 70%WG) อัตรา 0.1 กรัม, สารฆ่าแมลง thiamethoxam (เซียน่า 25%WG) อัตรา 3.5 กรัม และ thiamethoxam (ครุยเซอร์ 35%W/V FS) อัตรา 2.5 มิลลิลิตร มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันกำจัดแมลงทั้ง 5 ชนิด โดยพบความเสียหายของเมล็ดข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีค่าเฉลี่ยเพียง 0.0-0.7เปอร์เซ็นต์ และสารฆ่าแมลงดังกล่าวไม่มีผลต่อเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดตลอดระยะเวลา 0-10 เดือน สำหรับการควบคุมด้วงงวงข้าวโพดและมอดแป้งด้วยก๊าซไนโตรเจน 99.5 เปอร์เซ็นต์ ที่ระยะเวลา 3, 5, 7, 9, 11 และ 13 วัน ในข้าวสาร 1 ตัน พบว่า สามารถควบคุมด้วงงวงข้าวโพดระยะตัวเต็มวัยได้ภายใน 3 วัน ควบคุมระยะไข่ หนอน และดักแด้ ได้หมดเมื่อใช้ก๊าซไนโตรเจนเป็นเวลา 5, 7 และ 9 วันตามลำดับ ในขณะที่การใช้ก๊าซไนโตรเจนเป็นเวลา 3 วัน สามารถควบคุมมอดแป้งได้หมดทุกระยะการเจริญเติบโต โดยจำเป็นต้องรักษาระดับความเข้มข้นให้ใกล้เคียง 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อเป็นการลดระดับก๊าซออกซิเจนให้ต่ำที่สุด จึงให้ประสิทธิภาพในการควบคุมแมลงได้ดี ทั้งนี้ความสามารถในการกักเก็บก๊าซ การป้องกันการรั่วไหลของก๊าซในแต่ละการทดสอบ เป็นปัจจัยสำคัญและมีผลอย่างมากต่อประสิทธิภาพการควบคุมแมลงโดยใช้ก๊าซไนโตรเจน และการศึกษาประสิทธิภาพของเอนแคปซูเลทน้ำมันหอมระเหยกานพลูในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูถั่วเขียวในสภาพโรงเก็บ พบว่าการใช้เอนแคปซูเลทน้ำมันหอมระเหยการพลู 100 และ 200 กรัม คลุกเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวจำนวน 10 กิโลกรัม สามารถป้องกันการเข้าทำลายของด้วงถั่วเขียว และการเกิดตัวเต็มวัยรุ่นลูกของด้วงถั่วเขียวได้เป็นอย่างดีเมื่อเปรียบเทียบกับกรรมวิธีควบคุม ตลอดระยะเวลาการเก็บรักษา 0-6 เดือนในสภาพโรงเก็บ โดยที่การใช้เอนแคปซูเลทน้ำมันหอมระเหยกานพลูไม่มีผลต่อเปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว และสารสำคัญที่พบบนเมล็ดถั่วเขียวที่คลุกด้วยเอนแคปซูเลทน้ำมันหอมระเหยกานพลู พบยูจีนอลเป็นสารสำคัญที่พบปริมาณมากที่สุดบนเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวที่ทดสอบ นอกจากนี้การพัฒนาการจัดการเพลี้ยแป้งทุเรียน Planococcus minor (maskell) หลังการเก็บเกี่ยวด้วยสมุนไพร โดยทดสอบสารสกัดจากพืชกับของตัวอ่อนเพลี้ยแป้งระยะที่ 3 บนผลทุเรียน และนำมาเป่าลมที่ความดัน 60 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ผลละ 30 วินาที ในห้องปฏิบัติการ พบว่า การฉีดพ่นด้วยสารสกัดจากใบหูเสือความเข้มข้น 0.5 เปอร์เซ็นต์ ผสมสาร SLS ความเข้มข้น 1.25 เปอร์เซ็นต์ ที่อัตราส่วน 1:1 มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้สารสกัดสะระแหน่ และสารสกัดจากเปลือกมังคุด โดยที่ผลการทดสอบทางด้านประสาทสัมผัสทางด้าน สีเปลือก สีเนื้อ กลิ่น ความหวาน และรสชาติ พบว่าการฉีดพ่นด้วยสารสกัดจากใบหูเสือความเข้มข้น 0.5 เปอร์เซ็นต์ ผสม Sodium lauryl sulfate (SLS) ความเข้มข้น 1.25 เปอร์เซ็นต์ ที่อัตราส่วน 1:1 ไม่มีผลต่อคุณภาพของผลทุเรียนและมีค่าคะแนนเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค