การศึกษาระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวีในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เริ่มการรักษาครั้งใหม่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การกินยาต้านเอชไอวีอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี อย่างไรก็ตามผู้ติดเชื้อบางรายไม่สามารถติดตามการรักษาได้ตลอดทำให้เกิดการขาดยา ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ส่งผลต่อการดื้อยาต้านไวรัส การตรวจหาการดื้อยาต้านเอชไอวีวิธีมาตรฐานคือการตรวจรหัสพันธุกรรมที่สัมพันธ์กับการดื้อยาด้วยวิธีแซงเกอร์ ปัจจุบันมีการตรวจการดื้อยาต้านเอชไอวีด้วยวิธีการตรวจรหัสพันธุกรรมด้วยการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมขั้นสูงมากขึ้น อย่างไรก็ตามการนำมาใช้ในคลินิกและข้อมูลที่สัมพันธ์กับการเลือกใช้ยาต้านเอชไอวียังมีจำกัด การศึกษานี้ได้ศึกษาระยะเวลาที่เหมาะสมในการตรวจหาการดื้อยาด้วยวิธีการตรวจรหัสพันธุกรรมด้วยการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมขั้นสูงและแซงเกอร์ ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เริ่มการรักษาครั้งใหม่ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี และวชิรพยาบาล โดยมีผู้เข้าร่วมการวิจัย 36 ราย เป็นผู้ชาย 22 ราย (ร้อยละ 61.1) โดยมีมัธยฐานของอายุ 36.5 (30-42) ปี มัธยฐานของระยะเวลาที่ขาดยา 1.5 (1.0-2.3) ปี มีประวัติเอชไอวีดื้อยา 6 ราย (ร้อยละ 16.7) ค่ามัธยฐานปริมาณไวรัสในเลือดก่อนการเริ่มยาต้านเอชไอวีครั้งใหม่ คือ 80,208 (27,027-320,063) ก๊อปปี้/มล. การตรวจหาการกลายพันธุ์หลักที่สัมพันธ์กับการดื้อยาต้านเอชไอวีก่อนการเริ่มยาต้านไวรัสครั้งใหม่ พบว่าการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมขั้นสูงพบการกลายพันธุ์ 17 ราย (ร้อยละ 47.2) การตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมด้วยวิธีแซงเงอร์พบการกลายพันธุ์ 7 ราย (ร้อยละ 19.4) ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.002) หลังจากการเริ่มยาต้านไวรัสเดือนที่ 3 มีผู้ที่ตรวจปริมาณไวรัสได้น้อยกว่า 40 ก๊อปปี้/มล. 13 ราย (ร้อยละ 46.4) ในผู้ติดเชื้อเอชไอวี 6 ราย (ร้อยละ 21.6) ที่พบปริมาณไวรัสในเลือดมากกว่า 1,000 ก๊อปปี้/มล. ในเดือนที่ 3 หลังเริ่มยาต้านเอชไอวีนั้น พบว่า 2 รายตรวจไม่พบการกลายพันธุ์ที่สัมพันธ์กับการดื้อยาต้านเอชไอวี สำหรับอีก 4 รายที่พบการกลายพันธุ์ที่สัมพันธ์กับการดื้อยาต้านเอชไอวีนั้น พบว่า 2 รายพบการกลายพันธุ์ที่สัมพันธ์กับการดื้อยาต้านเอชไอวีใหม่ในเดือนที่ 3 หลังเริ่มยาต้านเอชไอวีครั้งใหม่ โดยไม่พบการกลายพันธุ์นี้จากการตรวจครั้งก่อน ๆ และอีก 2 รายพบการกลายพันธุ์ที่สัมพันธ์กับการดื้อยาต้านเอชไอวีตั้งแต่ก่อนเริ่มยาต้านเอชไอวีครั้งใหม่ โดยสรุป จากผลการศึกษาพบว่าระยะที่เหมาะสมในการตรวจหาการดื้อยาต้านเอชไอวีในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่เคยได้รับการรักษาด้วยยาต้านเอชไอวีแต่ขาดยาและเริ่มการรักษาครั้งใหม่ คือ 3 เดือนหลังเริ่มยาต้านเอชไอวี อย่างไรก็ตามการตรวจด้วยวิธีวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมขั้นสูงก่อนเริ่มการรักษาครั้งใหม่ในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ขาดยาสามารถตรวจพบการกลายพันธุ์ที่สัมพันธ์กับการดื้อยาได้ และเมื่อประกอบกับข้อมูลการดื้อยาในอดีตอาจช่วยในการเลือกยาต้านสูตรใหม่ที่เหมาะสมได้เร็วขึ้น